แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 37
1
Doctor At Home: เอสแอลอี (SLE)

เอสแอลอี เป็นชื่อเรียกทับศัพท์ของอักษรย่อในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีคำเต็มว่า systemic lupus erythematosus

โรคนี้มักจะมีความผิดปกติของอวัยวะได้หลายระบบ (เช่น ผิวหนัง ข้อกระดูก ไต ปอด หัวใจ เลือด สมอง เป็นต้น) พร้อม ๆ กัน และอาจมีความรุนแรงทำให้พิการหรือตายได้

โรคนี้พบประปรายได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในช่วงอายุ 20-45 ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 10 เท่า

สาเหตุ

ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางอย่าง ทำให้มีการสร้างสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ จึงจัดเป็นโรคภูมิต้านตนเอง (autoimmune) เช่นเดียวกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

บางครั้งอาจพบมีสาเหตุกระตุ้นให้อาการกำเริบ เช่น ยาบางชนิด (เช่น ซัลฟา ไฮดราลาซีน เมทิลโดพา โปรเคนเอไมด์ ไอเอ็นเอช คลอร์โพรมาซีน ควินิดีน เฟนิโทอิน ไทโอยูราซิล) การถูกแดด การกระทบกระเทือนทางจิตใจ การตั้งครรภ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่า อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิง (เนื่องจากพบมากในหญิงวัยหลังมีประจำเดือน และก่อนวัยหมดประจำเดือน) และกรรมพันธุ์ (พบมากในคนที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้)

อาการ

ที่พบได้บ่อยคือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดและบวมตามข้อต่าง ๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตามข้อเล็ก ๆ (เช่น ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า) ทั้ง 2 ข้างคล้าย ๆ กับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (แต่ต่างกันที่ไม่มีลักษณะหงิกงอ ข้อพิการ) ทำให้กำมือลำบาก

อาการเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไปเป็นแรมเดือน

นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมักจะมีผื่นหรือฝ้าแดงขึ้นที่ข้างจมูกทั้ง 2 ข้าง ทำให้มีลักษณะเหมือนปีกผีเสื้อ เรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (butterfly rash)

บางรายมีอาการแพ้แดด คือ เวลาไปถูกแดด ผิวหนังจะมีผื่นแดงเกิดขึ้น และผื่นแดงที่ข้างจมูก (ผื่นปีกผีเสื้อ) จะเกิดขึ้นชัดเจน อาการไข้และปวดข้อจะเป็นรุนแรงขึ้น

บางรายอาจมีจุดแดง (petechiae) หรือมีประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการระยะแรกของโรคนี้ก่อนมีอาการอื่น ๆ ให้เห็นชัดเจน บางครั้งแพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็นไอทีพี

บางรายอาจมีอาการหูอื้อ หูตึง ผมร่วงมาก มีจ้ำแดง ๆ ขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’s phenomenon) หรือมีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการบวมทั้งตัว (จากไตอักเสบ) หายใจหอบ (จากปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด หรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (จากหัวใจอักเสบ)

ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมอง อาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน แขนขาอ่อนแรง ตาเหล่ ชัก หมดสติ และอาจตายภายใน 3-4 สัปดาห์

ส่วนมากจะมีอาการกำเริบ เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังเป็นปี ๆ

ภาวะแทรกซ้อน

อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่าง ๆ อาทิ

    ไต เช่น ไตอักเสบ ไตวาย
    ปอด เช่น เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ปอดอักเสบ เลือดออกในปอด ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion)
    หัวใจ เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardial effusion) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย

    เลือดและหลอดเลือด เช่น โลหิตจาง เลือดออกง่าย หลอดเลือดอักเสบ ภาวะหลอดเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
    สมองและระบบประสาท เช่น สมองอักเสบ (ทำให้มีอาการชัก สับสน โรคจิต) โรคลมอัมพาต (สโตร๊ก) จากลิ่มเลือดอุดตันในสมอง ความจำเสื่อม ภาวะซึมเศร้า ไขสันหลังอักเสบ
    กระดูก เช่น กระดูกพรุน กระดูกหัก ซึ่งเป็นแทรกซ้อนจากตัวโรคเองและการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษา
    การติดเชื้อ เช่น โรคติดเชื้อของผิวหนัง ทางเดินหายใจ และทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำจากตัวโรคและการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในการรักษา
    มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผู้ที่เป็นโรคนี้ยังอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากกว่าคนทั่วไป
    หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้ อาจมีอาการกำเริบมากขึ้น และเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ภาวะครรภ์เป็นพิษ ทารกคลอดก่อนกำหนด

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งมีสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ในรายที่มีอาการเล็กน้อย ในระยะแรกอาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน

ระยะต่อมาจะพบไข้ ผื่นปีกผีเสื้อที่แก้ม ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าบวมแดง ผมร่วงผมบาง อาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองโต ตับ ม้ามโต

นอกจากนี้อาจพบอาการอื่น ๆ เช่น จุดแดงจ้ำเขียวตามตัว ลมพิษ ภาวะซีด ตาเหลือง (ดีซ่าน) บวม ชีพจรเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจหอบเร็ว เป็นต้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือด อาจพบว่ามีภาวะโลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ค่าอีเอสอาร์ (ESR) สูง พบแอนตินิวเคลียร์แอนติบอดี (antinuclear antibody/ANA)

ตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต อาจพบว่าผิดปกติ

ตรวจปัสสาวะอาจพบสารไข่ขาวและเม็ดเลือดแดง

นอกจากนี้ อาจทำการตรวจเอกซเรย์ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และตรวจพิเศษอื่น ๆ

บางรายแพทย์อาจทำการตรวจชิ้นเนื้อผิวหนังและไต

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

ในรายที่เป็นไม่รุนแรง (เช่น มีไข้ ปวดข้อ มีผื่นแดงขึ้นที่หน้า) อาจเริ่มให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก ไพร็อกซิแคม นาโพรเซน) ถ้าไม่ได้ผลอาจให้ไฮดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) เพื่อช่วยลดอาการเหล่านี้

ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์จะให้สเตียรอยด์ เช่น เพร็ดนิโซโลน ติดต่อกันเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อลดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ เมื่อดีขึ้นจึงค่อย ๆ ลดยาลง และให้ในขนาดต่ำควบคุมอาการไปเรื่อย ๆ อาจนานเป็นแรมปี หรือจนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัย ถ้าไม่ได้ผลอาจต้องให้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น เมโทเทรกเซต (methotrexate), ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide), อะซาไทโอพรีน (azathioprine), ไมโคฟีโนเลตโมเฟทิ (mycophenolate mofeti) เป็นต้น บางรายที่ดื้อต่อยากลุ่มอื่น แพทย์อาจให้ยากลุ่มใหม่ เช่น ไรทูซิแมบ (rituximab), เบลิมูแมบ (belimumab)

นอกจากนี้ อาจให้ยารักษาตามอาการและภาวะที่พบ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาบำรุงโลหิต (ถ้าซีด) ยาปฏิชีวนะ (ถ้ามีการติดเชื้อ) เป็นต้น

ผลการรักษา ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและตัวผู้ป่วย บางรายอาจมีโรคแทรกซ้อน และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

บางรายอาจมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว ถ้าผู้ป่วยสามารถมีชีวิตรอดจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้เกิน 5 ปี โรคก็จะไม่กำเริบรุนแรง และค่อย ๆ สงบไปได้ นาน ๆ ครั้งอาจมีอาการกำเริบ แต่อาการมักจะไม่รุนแรง และผู้ป่วยสามารถมีชีวิตเยี่ยงคนปกติได้

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้เรื้อรัง (นานเกิน 7 วัน) ปวดบวมตามข้อนิ้วมือและกำมือลำบาก มีผื่นหรือฝ้าแดงที่ข้างจมูก จุดแดงตามผิวหนัง หน้าตาซีด เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคเอสแอลอี ควรดูแลตนเอง ดังนี้

1. รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

2. ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

3. ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
    หาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น สวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ ฝึกโยคะ รำมวยจีน เป็นต้น
    หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เป็นต้น ควรออกกำลังแต่พอประมาณ อย่าให้หนักเกินไป
    บำรุงร่างกายด้วยอาหารสุขภาพ กินอาหารครบ 5 หมู่อย่างถูกสัดส่วนตามหลักธงโภชนาการ
    หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด เพราะจะกระตุ้นให้ผื่นที่ผิวหนังกำเริบมากขึ้น ถ้าจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง ควรกางร่ม สวมหมวก หรือใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว
    งดบุหรี่ เพื่อสุขภาพและป้องกันโรคแทรกซ้อนทางปอด หัวใจและหลอดเลือด

    งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน และการมีปฏิกิริยากับยาที่รักษา
    ถ้ามีโอกาส ควรเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มมิตรภาพบำบัดสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคนี้ เพื่อเรียนรู้และดูแลช่วยเหลือ เสริมกำลังใจกัน
    ผู้ป่วยมักมีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรพยายามหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น อย่ากินอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด อย่าเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย อย่าเข้าไปในที่ที่มีคนแออัด เป็นต้น
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง เพราะอาจมีผลทำให้โรคกำเริบ หรือเกิดปฏิกิริยาด้านลบกับยาที่ใช้รักษาอยู่ก่อน
    สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้โรคกำเริบมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้ป่วยและทารกในครรภ์ได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการคุมกำเนิด จนกว่าโรคเข้าสู่ระยะสงบ และแพทย์เห็นว่าสามารถตั้งครรภ์ได้

4. ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการไม่สบาย เช่น มีไข้สูง ปวดท้องมาก ท้องเดินมาก อาเจียนมาก เจ็บหน้าอก บวม หน้าตาซีด อ่อนเพลีย แขนขาชาหรืออ่อนแรง เป็นต้น
    ขาดยาหรือยาหาย
    กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ควรหาทางป้องกันไม่ให้โรคกลายเป็นรุนแรงด้วยการดูแลรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้สามารถแสดงอาการได้หลายแบบ เช่น มีไข้เรื้อรังคล้ายมาลาเรีย เอดส์ วัณโรค มีจุดแดงขึ้นคล้ายไอทีพี บวมคล้ายโรคไตเนโฟรติก ชักหรือหมดสติคล้ายสมองอักเสบ เสียสติ เพ้อคลั่งคล้ายคนวิกลจริต เป็นต้น ดังนั้น ถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นอาการของระบบใดโดยไม่ทราบสาเหตุควรนึกถึงโรคนี้ไว้เสมอ

2. โรคนี้ถึงแม้จะมีความรุนแรง แต่ถ้าติดต่อรักษากับแพทย์เป็นประจำ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และมีชีวิตยืนยาวได้

2
น้ำยาบ้วนปากของเด็ก ส่งผลต่อเครื่องมือการจัดฟันเด็กหรือไม่ 

สุขภาพช่องปากและฟันสำหรับเด็กนั้น เป็นเรื่องพื้นฐานที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กนั้น มีความสำคัญและฟันจะอยู่ไปจนเด็กโตขึ้นหรือตลอดชีวิต ซึ่งเราควรที่จะดูแลรักษาความสะอาดด้วยการปลูกฝังให้เด็กรู้จักวิธีการแปรงฟันที่ถูกวิธี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจในการทำความสะอาดช่องปากและฟัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการแปรงฟัน

วิธีการใช้ไหมขัดฟันหรือแม้กระทั่งวิธีการบ้วนปาก ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยทำให้เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี ไม่เกิดปัญหาฟันผุหรือฟันน้ำนมหลุดก่อนเวลาอันควร เพราะการที่เด็กมีฟันน้ำนมผุและหลุดก่อนเวลาอันควรนั้น จะส่งผลต่อการขึ้นของฟันแท้ บางครั้งเมื่อฟันแท้กำลังสร้างฐานฟันและฟันน้ำนมเกิดการหลุดออก อาจทำให้กระบวนการสร้างฐานฟันแท้ไม่สมบูรณ์ บางครั้งอาจทำให้ฟันขึ้นมาในลักษณะที่ผิดปกติหรือต้องเจอกับภาวะฟันหาย นั่นก็คือฟันไม่สามารถงอกออกมาได้ตามปกติ โดยอาการเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก

ซึ่งทันตแพทย์จัดฟันจะนำเครื่องมือการจัดฟันติดตั้งเข้าไปในฟันที่ ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้และติดตั้งเครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือได้ดึงฟันออกมา แต่วิธีการนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร ดังนั้นการป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการต้องมาแก้ไขในอนาคตอย่างแน่นอน ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะเอาใจใส่ดูแลในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของลูกให้มาก แนะนำวิธีการต่างๆในการทำความสะอาดช่องปากและฟันรวมไปถึงดูแลในเรื่องของการรับประทานอาหารด้วยให้เด็กรับประทานที่เหมาะสมเพื่อที่จะได้เสริมสร้างในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันไปในตัว


แต่สำหรับเด็กที่เข้ารับการจัดฟันเรียบร้อยแล้วก็ต้องมีวิธีการดูแลเอาใจใส่ให้มากกว่าปกติทั่วไป เพราะเรามีเครื่องมือการจัดฟันอยู่ภายในช่องปาก ซึ่งจะทำความสะอาดได้ยากอยู่แล้ว การแปรงฟันและดูแลฟันให้สะอาด สำคัญที่สุดในขณะจัดฟัน คงไม่มีใครต้องการให้ฟันเรียงตัวสวยแต่มีรอยผุเต็มไปหมด หรือมีเหงือกอักเสบแย่าแน่นอน ดังนั้น ความร่วมมือและใส่ใจในการดูแลฟันตัวเองของเด็กๆในระหว่างจัดฟัน เป็นเรื่องที่นำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะเริ่มรักษาโดยการจัดฟันด้วย พ่อแม่หลายคนอาจจะมีคำถามถึงการดูแลรักษาความสะอาดฟันของลูกระหว่างการจัดฟัน ยกตัวอย่างเช่น การใช้น้ำยาบ้วนปากระหวางการจัดฟัน จะมีผลต่อเครื่องมือการจัดฟันหรือไม่ วันนี้ทางคลินิกจะมาพูดถึงการใช้น้ำยาบ้วนปากของเด็ก ระหว่างการจัดฟัน

สำหรับน้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็ก แต่ต้องบอกก่อนว่า น้ำยาบ้วนปาก ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะเด็กอาจจะกลืนเข้าไปและเกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน หรือเกิดการเป็นพิษขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กก็สามารถหัดให้ใช้น้ำยาบ้วนปากได้ แต่ทางที่ดีควรรับคำแนะนำจากแพทย์ การใช้น้ำยาบ้วนปากในเด็ก โดยส่วนใหญ่น้ำยาบ้วนปากของเด็กมักจะใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ แต่การที่เด็กเข้ารับการจัดฟันจะใช้น้ำยาบ้วนปาก ก็ควรเป็นเด็กที่มีอายุ 7 ขวบขึ้นไป จะปลอดภัยกว่า เพราะเด็กมีความเข้าใจในการใช้แล้ว แต่ระหว่างการจัดฟันนั้น การใช้น้ำยาบ้วนปาก ถือว่าเป็นเรื่องดีและไม่ส่งผลต่อเครื่องมือการจัดฟัน แต่อาจจะทำให้สีของยางอาจจะเปลี่ยนไปได้ แต่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของเครื่องมือการจัดฟัน และยังช่วยทำให้การทำความสะอาดฟันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด อยากพาบุตรหลานของท่านเข้าพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจฟันหรือจะเป็นการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกเพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านทันตกรรมในเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีสุขภาพช่องปากและฟัน เพราะการที่เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีก็จะช่วยทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีตามไปด้วย รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดี หากบุตรหลานของท่านเข้ารับการรักษากับทางคลินิกบุตรหลานของท่านจะมีฟันที่สวยงาม มีรอยยิ้มที่สดใส สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขอย่างแน่นอน

3
“สร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน” สไตล์ครูแมกซ์

จุดเริ่มต้นเพียงแค่ไม่มีใจรักการเป็นลูกน้อง และไม่ชอบการทำงานในองค์กร บวกกับมีความตั้งใจที่ว่า อยากฝึกทักษะการทำอาหารไว้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานตอนท่านแก่
พร้อมกับคำพูดของคุณแม่ที่ชอบบอกว่า “การขายของมันได้จับเงินทุกวัน” นั่นคือจุดตัดสินใจ

ครูแมกซ์
จุดเริ่มต้นง่ายๆก็เริ่มจากการเรียนรู้จากคุณแม่ของครูแมกซ์เอง ท่านเป็นคนทำอาหารไทยอร่อย และเคยเปิดร้านอาหารมาก่อนตอนครูแมกซ์เด็กๆ
โดยใช้การถาม สังเกตอย่างละเอียด และฝึกชิมรสชาติของอาหารที่แท้จริง (เพราะคุณแม่ไม่เคยชั่งตวงวัดแม่บอกชิมให้เป็นไม่ต้องมาถามสูตร555)
ร่วมกับการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูป ดูทุกวันตลอดระยะเวลา 8-10ปี พร้อมกับการซื้อวัตถุดิบมาลงมือทำจริง ชิมจริง ทำให้คคุณแม่ทานจริง

ครูแมกซ์
จนถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่า…จะทำอาหารเพื่อสร้างรายได้เริ่มง่ายๆจากครัวที่บ้าน
จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา15ปี ที่ครูแมกซ์มีรายได้จากอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการยืนขายสลัดริมถนนหน้าตึกชาญอิสะ2 เปิดรับออเดอร์ลุกค้าในหมู่บ้าน การพรีออเดอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการออกบูทตามห้างดังต่างๆ

ทั้งหมดนี้ผ่านการทำจริง ได้ผลลัพธ์จริงมาทั้งหมดแล้วด้วยตัวครูแมกซ์เองคนเดียว (แบบไม่เลือกการมีลูกน้อง)

จึงมั่นใจมากว่าจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ครูแมกซ์สั่งสมมาตลอดจนถึงวันนี้

ไข่เจียว
ครูแมกซ์ได้พิสูจน์แล้วว่า…การสร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน “มันทำได้จริง”
ครูแมกซ์ก็พร้อมที่จะถ่ายทอดทุกสูตรลัด แบไต๋ทุกเคล็ดลับให้คุณแบบหมดเปลือก!!  !!ความตั้งใจนั้นมันก็ได้เกิด”ผลลัพธ์”กับลูกศิษย์ครูแมกซ์เรียบร้อยแล้ว

📌น้องมิ้นท์ นักเรียนคอร์สไพรเวทจับมือทำรอบสด
ลาออกจากงานประจำเพื่อมาเปิดร้านขายอาหาร หลังจากเรียนกับครูแมกซ์ไปเพียงแค่3วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับพรีออเดอร์จากอาพาร์ทเมนต์ (โดยมีครูแมกซ์เป็นที่ปรึกษาตลอด1เดือนเต็ม) เริ่มจากเมนูง่ายๆที่ครูแมกซ์เลือกให้เป็นเมนูประจำร้าน คือ “เมนูไข่ฟูหมูฉ่ำนัว”

‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ 68
สรุปได้ยอดขาย 60,000 บาท (ทำด้วยตัวคนเดียว)

📌น้องเติ๊ด นักเรียนคอร์สออนไลน์
เป็นพนักงานประจำหัวหน้าแผนกHR อยากหาอาชีพเสริมเพื่อวางแผนลาออกจากงานประจำ หลังจากเรียนคอร์สครูแมกซ์ภายใน 7 วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับออเดอร์ที่คอนโด เริ่มจากเมนูง่ายๆที่เรียนจากคอร์สสูตรกะเพรา กับ คอร์ส10เมนูไข่ทำง่ายรายได้ปัง เมนูประจำร้าน คือ “เมนูข้าวไข่เจียว ไข่ข้น”
‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายได้มากกว่าเงินเดือนประจำเป็นที่เรียนร้อยแล้ว พร้อมกับยื่นใบลาออก (แต่นายยังไม่อนุมัติ)


สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479


4
เล่าเรื่องรถรับจ้างขนย้ายภูเก็ต รถหกล้อรับจ้าง ความสุขและความท้าทายในการขนย้าย

เมื่อเราต้องเข้าสู่การขนย้าย มีความสุขและความท้าทายในรอบของการเริ่มต้นใหม่ที่เพื่อนร่วมทางขนคนและของคุณเป็นสิ่งจำเป็น การขนย้ายไม่ใช่เพียงการย้ายที่อยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสใหม่และการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความสุข ในบทคำนำนี้เราจะสังเกตความสำคัญของ บริการรถรับจ้างขนย้ายภูเก็ตขนส่ง และเข้าใจความสุขและความท้าทายที่เกิดขึ้นเมื่อเราเลือกใช้บริการนี้รถรับจ้างขนของ

   
ทิศทางการขนย้ายภูเก็ต

    ระบุความสำคัญของทิศทางการขนย้าย เมื่อเริ่มต้นการ ขนย้ายภูเก็ต การเลือกทิศทางที่เหมาะสมจะช่วยลดความท้าทายและเพิ่มความสุขในการย้ายที่ ความสำเร็จของการขนย้ายขึ้นอยู่กับการระบุทิศทางที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจและพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงใหม่
    สำรวจสถานที่สำคัญในการขนย้าย การสำรวจสถานที่สำคัญเช่นที่อยู่ปัจจุบันและสถานที่ใหม่ที่คุณกำลังเริ่มต้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คุณมั่นใจในการขนย้าย การทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ ทรัพยากรใกล้เคียง และบริเวณในสถานที่ใหม่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวให้ดีและลดความกังวลในการย้ายที่

   
ความสุขขณะเคลื่อนย้าย

    รถรับจ้างขนย้ายภูเก็ต : ความสะดวกสบาย เมื่อคุณใช้บริการรถรับจ้างขนย้ายภูเก็ต คุณจะพบความสะดวกสบายที่มาพร้อมด้วยบริการที่ดีและเครื่องมือที่ทันสมัย การเลือกใช้บริการ รถรับจ้างขนย้ายภูเก็ต จะช่วยให้คุณสามารถเคลื่อนย้ายที่สะดวกสบายและประหยัดเวลา คุณจะได้รับความสุขจากความสะดวกสบายนี้
    ความสุขในการปรับตัวใหม่ในสถานที่ใหม่ การปรับตัวใหม่ในสถานที่ใหม่อาจเป็นท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสใหม่ที่จะเปลี่ยนความสุขของคุณและครอบครัวของคุณให้ดียิ่งขึ้น การขนย้ายมีความตื่นเต้นและความท้าทายของการปรับตัวใหม่ในสถานที่ใหม่ ซึ่งสามารถสร้างความสุขใหม่และระดมใจให้คุณสำเร็จในการเริ่มต้นใหม่

   
ท้าทายในการขนย้าย

    การจัดการเวลาและงานธุรกิจ การขนย้ายอาจทำให้คุณต้องจัดการเวลาและงานธุรกิจให้มากขึ้น แต่ความสำเร็จของการเริ่มต้นใหม่นั้นคุณมีสิทธิ์ค่าแรง การวางแผนการขนย้ายและการจัดการเวลาให้เหมาะสมจะช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขในการย้ายที่
    การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่อาจเป็นท้าทาย แต่มันก็เป็นโอกาสใหม่ที่จะเริ่มต้นในสถานที่ใหม่และสร้างความสุข การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่และการเริ่มต้นใหม่ภูเก็ตอาจทำให้คุณพบความสุขและความพึงพอใจในชีวิตใหม่ มีจุดชมสำคัญและท้าทายในการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ แต่มันเป็นสิ่งที่เตรียมความพร้อมให้คุณให้สำเร็จและสร้างความสุขใหม่ในที่ใหม่


แนะนำรถรับจ้างขนย้ายภูเก็ต

    เลือกรถรับจ้างที่เหมาะกับความต้องการ เลือกรถรับจ้างขนย้ายที่เหมาะกับความต้องการของคุณเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การขนย้ายเป็นครั้งที่สุดท้าย การเลือกรถรับจ้างที่มีความเชี่ยวชาญในการขนย้ายของคุณจะช่วยให้ทุกสิ่งเป็นไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
    ข้อดีของการใช้บริการรถรับจ้างขนย้ายขนส่ง การใช้บริการรถรับจ้างขนย้ายเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายและคุ้มค่าทั้งเวลาและเงิน รถรับจ้างมืออาชีพมีความเชี่ยวชาญในการจัดการขนย้ายและทรัพยากรที่จำเป็น การใช้บริการรถรับจ้างขนย้ายช่วยลดความกังวลและเพิ่มความสุขของคุณในกระบวนการขนย้ายที่สำคัญ

   
คำแนะนำเพื่อรักษารถรับจ้างในสภาพที่ดี

คำแนะนำเพื่อรักษา รถรับจ้างขนย้าย ของคุณในสภาพที่ดี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการขนย้าย การดูแลและรักษารถรับจ้างขนย้ายให้ในสภาพที่ดีจะช่วยให้การขนย้ายเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้คุณรักษารถรับจ้างขนย้ายของคุณให้มีอายุการใช้งานยาวนานและคงคุณภาพ

    รักษารถอย่างสม่ำเสมอ : ทำการบำรุงรักษารถรับจ้างขนย้ายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและทำการบำรุงรักษารถตามคำแนะนำจากผู้ผลิต
    ตรวจสอบระบบประสานทางอิเล็กทรอนิกส์ : ระบบประสานทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนสำคัญของรถรับจ้างขนย้าย ให้ตรวจสอบและรักษาให้ทำงานอย่างถูกต้อง
    บำรุงรักษายาง : ตรวจสอบยางและรักษาให้ใหม่และเหมาะสมสำหรับการขนย้าย
    รักษารถให้สะอาด : ความสะอาดของรถมีผลต่อรูปลักษณ์และความรู้สึกของลูกค้า รักษารถให้สะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
    ตรวจสอบระบบความปลอดภัย : ตรวจสอบระบบความปลอดภัยของรถ เช่น ระบบเบรกและละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้คุณและลูกค้าปลอดภัยในการขนย้าย
    ปรับปรุงรถ : อัพเกรดรถรับจ้างขนย้ายเพื่อให้มีประสิทธิภาพและความสะดวกสบายที่ดีกว่าสำหรับคุณและลูกค้า
    ตรวจสอบประกัน : ตรวจสอบประกันของรถและแน่ใจว่าคุณมีความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหาย
    รักษารถรับจ้างให้ใหม่ : รักษารถให้ใหม่อยู่เสมอ เรียกใช้งานทางอาชีพเพื่อรักษารถให้ใหม่และสมบูรณ์
    รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ : ถ้าคุณไม่แน่ใจเรื่องการดูแลรถ หากสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำแนะนำ
    รักษารถด้วยรักและความซ่อนอำนาจ : การดูแลรถรับจ้างขนย้ายด้วยความรักและความซ่อนอำนาจเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยรักษารถในสภาพที่ดี

การดูแลรถรับจ้างขนย้ายอย่างดีช่วยให้คุณรักษารถในสภาพที่ดีและมั่นใจในประสิทธิภาพขณะขนย้ายสินค้าและคนของคุณให้ปลอดภัยและปราศจากปัญหา ประสบการณ์การขนย้ายนั้นจะเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเป็นความท้าทายที่สนุกสนานเมื่อรถรับจ้างขนย้ายอยู่ในสภาพที่ดี

   
สาระน่ารู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษารถรับจ้าง

ข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษา รถรับจ้างขนย้ายภูเก็ต เพื่อให้คุณรักษารถรับจ้างของคุณในสภาพที่ดี การรักษารถรับจ้างขนย้ายในสภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อคงคุณภาพของบริการและความปลอดภัยของการขนย้าย รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถรับจ้างขนย้ายจะช่วยให้คุณเพิ่มความพร้อมในการขนย้ายและความสุขของคุณในกระบวนการนี้รถ 6 ล้อรับจ้าง

   
สรุป

การขนย้ายมักมาพร้อมกับความสุขและความท้าทาย การเลือก บริการรถรับจ้างขนย้ายภูเก็ต เป็นก้าวแรกที่ดีที่เราสามารถเริ่มต้นใหม่และสร้างความสุขใหม่ได้ การขนย้ายภูเก็ตเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและที่มีความสุขเมื่อเลือกทิศทางที่เหมาะสมและใช้บริการรถรับจ้างที่เชี่ยวชาญ ความสุขขณะเคลื่อนย้ายมาพร้อมกับความสะดวกสบายของบริการรถรับจ้างขนย้ายและความพร้อมในการปรับตัวใหม่ในสถานที่ใหม่ ท้าทายในการขนย้ายรวมถึงการจัดการเวลาและงานธุรกิจ แต่เป็นโอกาสใหม่ที่เราสามารถเริ่มต้นใหม่และสร้างความสุขใหม่ พีชภูรีขนส่ง การดูแลรถรับจ้างขนย้ายและความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษารถรับจ้างช่วยให้รักษารถรับจ้างของคุณในสภาพที่ดี การเปิดร้านใหม่หรือเริ่มต้นในสถานที่ใหม่เป็นโอกาสใหม่ที่มาพร้อมกับความสุขและความท้าทายในการขนย้าย สรุปคือการเริ่มต้นใหม่และสร้างความสุขใหม่ในที่ใหม่ และการเลือกรถรับจ้างขนย้ายเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการนี้

5
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในโรงงานอุตสาหกรรม
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/

https://www.noisecontrol365.com/album/banner/851ef947851a952f6558581a8db3a103.jpg

6
รถรับจ้างย้ายบ้าน รถรับจ้างสุราษฎร์ธานีราคาถูกมาแล้ว!! รับจ้างขนของย้ายหอ สินค้าอุปโภค บริโภค

รถรับจ้างสุราษฎร์ธานีราคาถูกมาแล้ว!! รถรับจ้างขนของย้ายบ้านสุราษฎร์ธานี  รถกระบะรับจ้างสุราษฎร์ธานี รถกระบะขนของสุราษฎร์ธานี รถหกล้อรับจ้างสุราษฎร์ธานี รถรับจ้างทั่วไป รถสิบล้อรับจ้างสุราษฎร์ธานี รถเฮี้ยบรับจ้างสุราษฎร์ธานี รถพ่วงรับจ้าง รถเทรลเลอร์รับจ้าง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปทั่วไทย  เริ่มต้นที่หลักร้อยค่ะ ตลอด 24 ชั่วโมง

เรามีบริการรับจ้างขน ย้ายบ้าน  รับจ้างขนของย้ายหอ สินค้าอุปโภค-บริโภคสินค้าเกษตรทั่วไปทุกชนิด รถรับจ้าง ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ ไม่ว่าท่านจะใช้ รถรับจ้าง เรายินดีบริการท่านอย่างเต็มที่ ในความปลอดภัยเรามีการป้องกันเป็นอย่างดีทั้งในเรื่องของสภาพรถ รถเราตรวจเช็คตลอดและเช็คก่อนออกให้บริการเพื่อความปลอดภัย ในการขนย้ายเราย้ายของไปต่างจังหวัดหรือในต่างอำเภอหรือพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเส้นทางที่สะดวกต่อการบริการ ลูกค้าสามารถเข้าถึงเราได้อย่างรวดเร็ว รถรับจ้าง ในราคาสูงๆ ถึงจำเป็นจะต้องตรวจเช็คราคาให้ดีพอสมควร อีกอย่างหนึ่งเราขนย้ายในระยะทางที่ไกล เราจึงต้องเซฟค่าใช้จ่ายพอสมควรเพราะเช็คราคาออกมาแล้วแต่ในบางเจ้าราคาแพงบางครั้งก็พูดไม่เพราะบอกได้เลยว่าบริการเราดีและราคาถูกการบริการคุ้มยิ่งกว่าคุ้มค่ะ เลิศๆ อย่ามัวรอช้าหรือลังเลค่ะ รีบเข้ามาใช้บริการรับลองการบริการของเราไม่มีทางที่ลูกค้าจะผิดหวัง เพราะเราเต็มที่กับงานบริการ เมื่อท่านเดินเข้ามาใช้บริการจากเราแล้ว

แต่ถ้าหากลูกค้าต้องการงานที่เกี่ยวกับ งาน ขนย้ายบ้าน แน่นอนจะต้องเป็น รถ 6 ล้อรับจ้าง ที่แน่นอนมีปริมาณพื้นที่เยอะและอาจจะต้องใช้พนักงานขนย้ายของเรา เราก็พร้อมให้บริการท่านอยู่แล้วที่สำคัญ อย่าลืมนะคะ หากต้องการใช้บริการ รับจ้างขนของ โทรมาสอบถามราคากับเราได้เลย ต่อรองได้

หากต้องการที่จะขนย้ายบ้านหรือสำนักงาน เพราะ รถรับจ้างสุราษฎร์ธานี เรามีความชำนาญและคนยกสินค้ามืออาชีพ ไม่ต้องกลัวว่าสินค้าของท่านจะได้รับความเสียหาย หากท่านต้องการขนย้ายแบบว่า หอพัก คอนโด ทีมงานของเราดูแลเอาใจใส่ของค้าเป็นอย่างดีเลยแหละค่ะ เคยถามนะค่ะว่าวิ่งในเขตพื้นที่ใกล้เคียงได้มั้ยก็วิ่งได้ แต่ไม่วิ่งในจังหวัดเราจะวิ่งข้ามจังหวัดกันค่ะ และทางเราก็พูดจาไพเราะไม่ถือตัวเป็นกันเอง ประทับใจมากกับการใช้บริการของขนส่ง รายนี้

รถรับจ้างขนของใกล้เข้าช่วงหน้าฝนแล้วบางคนก็จะบอกว่างานจะไม่ค่อยมีเยอะ แต่เราก็จะพยายามหางานและลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ หน้าฝนนี่ยิ่งสำคัญกับลูกค้าเพราะลูกค้าก็ต้องมีการย้ายของ เราก็บริการให้อย่างเต็มที่ขนย้ายได้หมดค่ะไม่ว่าจะเป็น ย้ายบ้าน ย้ายคอนโด ย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้าง รับจ้างในหลายรูปแบบ ในความปลอดภัยของลูกค้าที่จะใช้บริการในหน้าฝนแล้วรถของเรามีผ้าคลุมในการป้องกันฝุ่นและฝนให้กับลูกค้าเพื่อสินค้าจะได้ไม่เปียกและเปื้อนจากฝุ่นและฝน รถ6ล้อรับจ้าง เราเป็นตู้ทึบคอกสูงที่ใช้ผ้าคลุมอย่างมิดชิดดังนั้นลูกค้าไม่ต้องกังวลในเรื่องสิ่งของท่านจะได้รับความเสียหาย เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจจะใช้บริการขนส่ง รถรับจ้างขนของสุราษฎร์ธานี อยากจะขอแนะนำให้มาใช้บริการรายนี้มากบริการถูกใจสามารถต่อรองราคากันไก้ค่ะ ราคาอยู่ที่หลักร้อยค่ะไม่แพง

ในกรณีที่ภาคใต้มีน้ำท่วมบ่อยและฝนตกหนัก สามารถโทรเข้ามาสอบถามเราได้เลย เพราะหากลูกค้าทำเองคงจะไม่ไหว โทรมาหาเราและรับคำปรึกษาจากเรา เรายินดีที่จะบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ และตรวจเช็คราคาได้ก่อนที่จะสอบถามค่ะ และการใช้บริการจาก รถรับจ้าง บอกได้เลยว่าคุ้มมากๆ คุ้มจริงๆ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีก เราบริการคนไทยมายาวนานกว่า 15 ปี เรามีประสบการณ์และมืออาชีพพอที่จะบริการท่านได้ ลูกค้าสามารถจ้างพนักงานยกของจากทางขนส่ง ได้ค่ะ รับรองได้เลยว่าสินค้าของท่านจะไม่แตกหักหรือเสียหายแต่อย่างใด ใช้บริการเราดีที่สุด สามารถแจ้งทางเราได้ว่าจะจ้างพนักงานเรากี่คนขนย้าย เพียงเท่านี้ลูกค้าก็ไม่ต้องเครียดกับการต้องหาคนช่วยอีกต่อไปขอแค่ท่านไว้ใจเรา ราคาในเที่ยวกลับก็ถูกอีกด้วยค่ะ ถึงราคาที่เราให้ลูกค้าจะมีราคาที่ถูก แต่การบริการของเราก็เต็มไปด้วยประสิทธิภาพโทรเลยค่ะ

หากท่านต้องการที่จะมาท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยมาแนะนำ อีกมากมาย เช่น เกาะสมุย, เขื่อนเชี่ยวหลาน, พระบรมธาตุไชยา, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง, เกาะนางยวน, เกาะเต่า, สินมานะฟาร์ม, หินพัด, เกาะพะงัน, น้ำตกตาดฟ้า ฯลฯ

ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ ท่านสามารถที่จะเดินทางมาเที่ยวได้อย่างชิวๆ หรือดูแผนที่ของ ททท. หรือไม่ก็โทรมาสอบถามที่หน่วยบริการ รถรับจ้าง ของเราเพราะเราจะมีทีมงานรถรับจ้างที่ไว้คอยให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง สุดท้ายนี้ หากพี่ๆ เพื่อนๆ ท่านไหนอยากใช้บริการ รถขนของรับจ้างจังหวัดสมุทรปราการ ลองติดต่อไปที่ทีมงานขนส่ง ดูนะคะมั่นใจได้เลยว่าเขาจะให้คำแนะนำที่ดีๆราคาที่ไม่แพงและบริการที่เป็นกันเอง

7
ทำไมต้องใช้เซรามิคไฟเบอร์ ดีกว่าฉนวนกันความร้อนชนิดอื่นอย่างไร?

 5 คุณสมบัติเด่นของเซรามิคไฟเบอร์ที่ทำให้ใช้งานได้ดีกว่าฉนวนกันความร้อนปะเภทอื่น ๆ

ในยุคปัจจุบัน การเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนที่เหมาะสมกับการใช้งานนับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในบ้านเรือนทั่วไป เพราะฉนวน กันความร้อนที่ดีจะช่วยให้เราสามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงาน และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยอีกด้วย โดยในบรรด าฉนวนกันความร้อนทั้งหมดที่มีให้เลือกใช้งานในปัจจุบัน เซรามิคไฟเบอร์ถือว่าเป็นหนึ่งในวัสดุที่ได้รับความนิยม และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ ในหลายด้าน เพราะเมื่อเทียบกับฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ แล้ว ถือว่ามีคุณสมบัติหลายอย่างที่โดดเด่นมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น ใยแร่ (Mineral Wool) เป็นฉนวนกันความร้อนที่ทำจากเส้นใยแร่ธรรมชาติ มีความทนทานต่อความร้อนค่อนข้างสูง แต่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก และมีความแข็งกระด้างมากกว่าเซรามิคไฟเบอร์ หรือถ้าเป็นใยแก้ว (Fiberglas s) ก็ถือว่าเป็นฉนวนกันความร้อนอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยทำจากเ ส้นใยแก้ว มีความทนทานต่อความร้อนปานกลาง แต่มีน้ำหนักเบากว่าใยแร่ และมีความยืดหยุ่นมากกว่า อีกชนิดหนึ่งคือใยอะราไมด์ (Aramid Fiber) ฉนวนกันความร้อนที่มีความทนทานสูง แต่มีราคาแพงกว่าฉนวนชนิดอื่น ๆ และมีน้ำหนักค่อนข้างมาก และตัวอย่างสุดท้ายคือโฟมพอลิยูรีเทน (Polyureth ane Foam) ฉนวนกันความร้อนที่มีคุณสมบัติในการเก็บความร้อนได้ดี แต่มีความทนทานต่อความร้อนต่ำกว่าฉนวนกันความร้อนชนิดอื่น ๆ

แน่นอนว่าเมื่อเทียบฉนวนกันความร้อนทั้งหมดนี้เข้ากับเซรามิคไฟเบอร์ ก็จะมีคุณสมบัติบางอย่างที่ต่างกันออกไป เพื่อช่วยให้ทุกคนมองเห็นข้อดีอันหลากหลายของเซรามิคไฟเบอร์ว่าดีกว่าฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ อย่างไร บทความนี้เราจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 5 คุณสมบัติเด่นของเซรามิคไฟเบอร์ พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นความต่างในตอนท้ายว่าดีกว่าฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ อย่างไร ตามมาอ่านไปพร้อมกันเลย

5 ประโยชน์ของเซรามิคไฟเบอร์ ที่โดดเด่นกว่าฉนวนความร้อนแบบอื่น ๆ

    1. เซรามิคไฟเบอร์ทนทานต่อความร้อนสูงได้อย่างดีเยี่ยม
    ขึ้นชื่อว่าเป็นฉนวนกันความร้อน แน่นอนว่าคุณสมบัติข้อแรกที่ทำให้เซรามิคไฟเบอร์ได้เปรียบฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ ก็คือความสามารถในการต้านทานความร้อนได้สูงมาก โดยสามารถ ทนความร้อนได้ถึง 1,260 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ อย่างเช่น ฝ้ายใยแก้ว (700 องศาเซลเซียส), ใยแร่ (650 องศาเซลเซียส) และใยอะรา ไมด์ (500 องศาเซลเซียส) ด้วยความทนทานต่อความร้อนที่สูงเช่นนี้ ทำให้เซรามิคไฟเบอร์เหมาะสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง เช่น เตาอบ เตาเผา เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

    2. เซรามิคไฟเบอร์ทนทานต่อสารเคมีสูง
    อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เซรามิคไฟเบอร์เป็นฉนวนกันความร้อนที่โดดเด่นกว่าใครคือความทนทานต่อสารเคมี หรือจะบอกว่ามีความเสถียรทางเคมีก็ได้เช่นกัน กล่าวคือ เซรามิคไฟเบอร์สามารถทนต่อสารเคมีหลายชนิดได้เป็นอย่างดี ทั้งกรด ด่าง และสารเคมีอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้เซรามิคไฟเบอร์สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมีเข้มข้น เช่น โรงงานอุตสาหกรรมเคมี โรงงานปิโตรเคมี เป็นต้น

    3. เซรามิคไฟเบอร์มีน้ำหนักเบา
    เรื่องน้ำหนักก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อน เพราะในหล าย ๆ ครั้งเรามักจะนำฉนวนความร้อนไปหุ้มวัตถุอื่นมากกว่า หากมีน้ำหนักมาก หรือหนาเกินไป ก็อาจจะไม่เหมาะกับงานหลายประเภท ดังนั้นการที่เซรามิคไฟเบอร์เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบามาก เมื่อเทียบกับฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ เช่น ใยแร่ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ทำให้การขนย้าย และติดตั้งเซรามิคไฟเบอร์เป็นไปได้ง่าย และสะดวกก ว่า นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระบนโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักของฉนวนอีกด้วย

    4. เซรามิคไฟเบอร์ปรับแต่ง และติดตั้งง่าย
    หากจะพูดถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นมาก ๆ ของเซรามิคไฟเบอร์แบบเห็นได้ชัดที่สุด เรื่องของการปรับแต่งรูปทรงก็นับว่าโดดเด่นมาก สังเกตจากได้จากประเภทต่าง ๆ ของเซรามิคไฟเบอร์ที่แตกต่างกันหลายแบบมาก เช่น เซรามิคไฟเบอร์ชนิดม้วน (Ceramic Fiber Blanket), เซรามิคไฟเบอร์ชนิดบอร์ด (Ceramic Fiber Board), เซรามิคไฟเบอร์เปเปอร์ ชนิดม้วนกระดาษ (Ceramic Fiber Paper), เซรามิคไฟเบอร์ชนิดเชือกกันไฟ (Ceramic Fiber Rope) และเซรามิคไฟเบอร์แคลเซียมซิลิเกตบอร์ด (Calcium Silicate Board) เป็นต้น ซึ่งความยืดหยุ่น และสามารถ ตัดแต่งให้เข้ารูปทรงต่าง ๆ ได้ง่าย ทำให้สามารถติดตั้งได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีรูปทรงซับซ้อน หรือต้องการปรับแต่งให้เข้ากับพื้นที่ใช้งานได้อย่างเหมาะสมตามไปด้วย

    5. เซรามิคไฟเบอร์มีความปลอดภัยสูง
    ความจริงแล้วเรื่องความปลอดภัยนับว่าเป็นคุณสมบัติลำดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ที่ทำให้เซรามิคไฟเบอร์ได้เปรียบฉนวนกันความร้อนแบบอื่น เพราะการท ำงานในโรง งานอุตสาหกรรม เรื่องความปลอดภัยย่อมสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว โดยความปล อดภัยในที่นี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องความทนทาน แต่ยังมาจากวัสดุของเซรามิคไฟเบอร์ที่ไม่มีส่วนประกอบของสารพิษ หรือสารก่อมะเร็ง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานและผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ เซรามิคไฟเบอร์ยังเป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟ จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานได้อีกด้วย

เมื่อเปรียบเทียบ 5 คุณสมบัติเด่นของเซรามิคไฟเบอร์กับฉนวนกันความร้อนแบบอื่น ๆ ที่ยกตัวอย่างมาจะเห็นได้เลยว่าเซรามิคไฟเบอร์มีความโดดเด่นในด้านความทนทานต่อความร้อน ความเสถียรทางเคมี น้ำหนักเบา และความปล อดภัย ทำให้เซรามิคไฟเบอร์เหมาะสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง

8
คุณสมบัติของ อาหารสายยาง อาหารปั่นผสมที่ให้ผู้ป่วยทางสายยาง !

อาหารปั่นผสม อาหารสุขภาพ ที่จะให้ผู้ป่วยทางสายยางจะต้องมีความสะอาดมากที่สุด รวมไปถึงเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับให้อาหารด้วย ที่จะต้องมีความสะอาดและปลอดภัยเมื่อผู้ป่วยได้รับสารอาหารเข้าไป อาหารปั่นผสม เหมาะสมกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้ หรือผู้ป่วยที่กลืนอาหารเองไม่ได้นั่นเอง จึงต้องมีความจำเป็นต้องให้อาหารทางสายยาง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้ผุ้ป่วยได้รับพลังงานและไม่เกิดภาะวขาดสารอาหารนั่นเอง และอาหารจะต้องมีสัดส่วนตามที่นักโภชนาการกำหนด ถึงจะมีความปลอดภัยและถูกกับโรคของผู้ป่วย

สำหรับคุณสมบัติของอาหารปั่นผสมที่ให้กับผู้ป่วย อาหารจะต้องมีสารอาหารครบ 5 หมู่ ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ ต้องมีสัดส่วนของสารอาหารที่ให้พลังงานอย่างเหมาะสมต่อร่างกายของผู้ป่วย คือควรได้โปรตีนร้อยละ 15-20 ไขมันร้อยละ 30-35 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 45-55 รวมไปถึงความเข้มข้นของพลังงาน 1-1.2 แคลอรี่ต่อมิลลิลิตร

ซึ่งดดยทั่วไปแล้วสูตรอาหารที่ให้พลังงาน 1-1.2 แคลอรี่ต่อมิลลิลิตร จะให้พลังงานและน้ำแก่ผู้ป่วยอย่างเพียงพอ แต่ในกรณีที่ต้องจำกัดน้ำอาจจะเพิ่มความเข้มข้นของพลังงานของสูตรอาหาร แต่ไม่ควรเกิน 1.5 แคลอรี่ต่อมิลลิลิตร อย่างไรก็ตาม อาหารปั่นผสมที่จะให้กับผู้ป่วยจะต้องมีความปลอดภัยจากเชื้อโรค การจัดเตรียมอาหารเพื่อให้ทางสายยางจะต้องคำนึงเรื่องของความสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารเพ็นพาหะของเชื้อโรคต่างๆด้วย

คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งก็คือความเหลวของอาหารปั่นผสม สูตรอาหารที่อยุ่ในสภาพของของเหลวแล้ว ถ้าหากมีความหนืดเกินไปจะทำให้การไหล่ผ่านทางสายยางเป็นไปได้ไม่ดีนัก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาขณะการให้อาหารผู้ป่วยได้

ทั้งนี้อาหารปั่นผสมจะต้องมีความสะอาด ปลอดภัยตจ่อผุ้ป่วย โดยอาหารปั่นผสมเรามีมาตรฐานในเรื่องของความปลอดภัย เพราะทางเราได้ผลิตจากห้องปลอดเชื้อ ที่มีความปลอดภัยในระดับโรงพยาบาล รวมไปถึงมีนักโภชนาการคอยควบคุมการผลิตอาหาร ทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารปั่นผสม มีความปลอดภัย นอกจากนี้ยังหาซื้อได้ที่โรงพยาบาลธนบุรี 2 และโรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา โดยจะมีอาหารสำหรับ 1 วัน ประกอบด้วย มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น และยังสามารถเก็บอาหารปั่นผสมได้ถึง 24 ชั่วโมงอีกด้วย

9
จัดฟันบางนา: การปลูกกระดูกเพื่อฝังรากฟันเทียม ควรใช้กระดูกประเภทใด ?

การรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียม เป็นวิธีการรักษาที่ใช้ในการทดแทนฟันธรรมชาติ หลายคนคงประสบกันปัญหาของการสูญเสียฟันธรรมชาติไป ซึ่งการสูญเสียฟันเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีไม่ว่าจะเป็นการถอนฟัน หรือการเกิดฟันผุหรือมีปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันจนทำให้เกิดการสูญเสียฟันธรรมชาติไป ซึ่งปัญหาการสูญเสียฟันนั้น ถือเป็นอุปสรรคและเป็นปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันมาก จึงทำให้หลายคนใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม


ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมมาก ซึ่งเมื่อก่อนนั้น การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวนั้น ยังไม่เป็นที่นิยมมาก เนื่องจากยังมีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการรักษา และเกิดปัญหาการรักษาท่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก พอมาถึงปัจจุบันในวงการทันตกรรมมีนวัตกรรมเข้ามาค่อนข้างเยอะ ทำให้ผลการรักษามีความแม่นยำและมีผลการรักษาที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น จึงทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาการสูญเสียฟัน และเกิดช่องว่างระหว่างฟัน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ เลือกวิธีการรักษาด้วยการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม อย่างไรก็ตามื การเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมนั้น

ผู้ทำการรักษาจะต้องมีสุขภาพช่องปากโดยรวมที่ดี โดยทันตแพทย์จะทำการพิจารณาการรักษาของแต่ละบุคคล ซึ่งแต่ละบุคคลนั้นมีสภาพช่องปากและรูปแบบของปัญหาที่แตกต่างกันอยู่แล้ว โดยปัจจัยแรกที่ทันตแพทย์จะทำการพิจารณา ก็คือสุขภาพฟัน รวมไปถึงความแข็งแรงและความพร้อมของกระดูกขากรรไกของผู้เข้ารับการรักษา หากผู้ทำการรักษามีกระดูกขากรรไกรที่ไม่แข็งแรง ก็จะไม่สามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมได้ แต่ในกรณีดังกล่าวนี้ ทันตแพทย์ผู้ทำการรักษาอาจจะใช้วิธีการปลูกกระดูกฟันเพื่อให้มีความพร้อมในการรักษามากขึ้น

ซึ่งการการปลูกกระดูกฟันนั้น คือการทดแทนกระดูกฟันที่สูญเสียไป เพราะบางครั้งกระดูกฟันอาจจะละลายหรือมีกระดูกฟันที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับรากฟันเทียม โดยทันตแพทย์จะทำการปลูกกระดูก ซึ่งอาจจะนำกระดูกของส่วนต่างๆของร่างกายเรา ไปทดแทนหรือบางครั้งอาจจะใช้กระดูกเทียมชนิดต่างๆ เหตุผลที่ผู้เข้ารับการรักษาที่มีกระดูกขากรรไกรที่ไม่พร้อมจะต้องทำการปลูกกระดูกคือ โดยปกติแล้วฟันเราจะฝังอยู่ในกระดูกเบ้าฟัน ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการถอนฟันเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม หรือมีการสูญเสียฟันธรรมชาติ กระดูกจะมีการ re-modeling หรือการเพิ่มพูนและสลายเกิดขึ้น


ซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยทั่วไปจะมีการสลายของกระดูกเบ้าฟันมากกว่า และหากปล่อยไว้นานๆ กระดูกบริเวณที่ถอนฟันหรือสูญเสียฟันธรรมชาติไปแล้วนั้น จะฝ่อตัวหรือยุบตัวลงไปเรื่อยๆ นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมจึงต้องมีการปลูกกระดูกเยอะน้อยแตกต่างกัน เพราะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ถอนฟันหรือการสูญเสียฟันไปนั่นเอง และยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งการปลูกกระดูกฟันนั้น ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากผู้เข้ารับการรักษามีสภาพกระดูกที่ไม่พร้อม ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมมีการประสบความสำเร็จในการรักษามากยิ่งขึ้น

สำหรับชนิดของกระดูกที่จะใช้มาทดแทน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถทำให้เราสรรหากระดูกที่นำมาทดแทนได้อย่างหลากหลายนั่นก็คือ กระดูกของผู้เข้ารับการรักษาเอง โดยทันตแพทย์จะทำการผ่าตัดเก็บกระดูกจากบริเวณอื่นของคนผู้เข้ารับการรักษาเอง มาปลูกในส่วนที่จะฝังรากฟันเทียม ข้อดีคือ เป็นกระดูกของผู้เข้ารับการรักษา จะมีเซลล์ของตัวเอง สามารถเข้ากับเนื้อเยื่อของผู้เข้ารับการรักษาแน่นอน แต่ข้อเสียคือผู้เข้ารับการรักษาอาจจะมีแผลหลายตำแหน่ง


ซึ่งตำแหน่งที่นิยมเก็บมา ก็คือกระดูกขากรรไกรบริเวณฟันคุด และคาง เป็นต้น ต่อมากระดูกจากสิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวกัน ซึ่งจะนำมาผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อ และสเตอร์ไรด์อย่างดี เหมาะสำหรับผู้เข้ารับการรักษาที่กลัวจะเกิดแผลจากการนำกระดุกมาใช้ทดแทน และสุดท้ายกระดูกจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นกระดูกจากสัตว์อื่นๆจะนำมาผ่านกรรมวิธีปลอดเชื้อ และเนื่องด้วยกรรมวิธียุ่งยากขึ้นจึงทำให้ราคาของกระดูกชนิดนี้สูงขึ้นตามไปด้วย

แต่ข้อดีก็คือ กระดูกชนิดนี้จะละลายหายไปช้า ทำให้เป็นตัวเลือกแรกๆของหมอที่จะทำการปลูกกระดูกหากจะต้องปลูกในปริมาณเยอะๆ เพื่อคงปริมาณของกระดูกที่ปลูกไว้ให้ได้นาน จนกว่ากระดูกจริงของผู้เข้ารับการรักษาจะสร้างขึ้น แต่ถ้าหากจะนำมาทดแทนกระดูกฟันนั้น การใช้กระดูกของผู้เข้ารับการรักษาเอง จะเป็นการปลูกกระดูกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะจะสามารถเข้ากับเนื้อเยื่อของเราได้ดีกว่า

10
หมอประจำบ้าน: ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่มีสาเหตุจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง ทำให้ร่างกายสร้างโปรตีนโกลบิน (ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเฮโมโกลบิน*) ที่มีลักษณะผิดปกติ ทำให้เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยมีอายุสั้นและแตกง่าย เป็นผลให้เกิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา

ในบ้านเราพบว่ามีผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ 1 และมีทารกเกิดใหม่เป็นโรคนี้ปีละมากกว่า 10,000 ราย

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้ (มียีนผิดปกติแฝงอยู่โดยไม่เป็นโรค แต่สามารถถ่ายทอดให้ลูกหลานได้) ในหมู่คนไทย โดยเฉลี่ยร้อยละ 30-45 ซึ่งจะพบมีอยู่ในทุกภาคของประเทศ สำหรับภาคอีสานจะมีพาหะของธาลัสซีเมียชนิดเฮโมโกลบินอี (haemoglobin E) สูง ส่วนภาคเหนือจะมีพาหะของแอลฟาธาลัสซีเมียมาก

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียมักพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ หรือเป็นพาหะของโรคนี้ร่วมด้วยเสมอ

* เฮโมโกลบิน (haemoglobin) เป็นสารที่ให้สีแดงในเม็ดเลือดแดงประกอบขึ้นด้วยโปรตีนที่เรียกว่า โกลบิน (globin) และเฮม (heme) ซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ เฮโมโกลบินมีหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวคือผู้ป่วย (ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ผิดปกติมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ทั้งสองยีน ส่วนผู้ที่รับยีนผิดปกติมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้และมีสุขภาพเป็นปกติดี แต่จะมียีนผิดปกติแฝงอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป เรียกว่า พาหะ

เนื่องจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์มีได้หลากหลายลักษณะ โรคนี้จึงแบ่งออกเป็นหลายชนิด

ที่สำคัญมีอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ แอลฟาธาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และบีตาธาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนในการควบคุมการสร้างโปรตีนโกลบินชนิดแอลฟาและบีตาตามลำดับ ทั้ง 2 กลุ่มนี้ยังสามารถแบ่งเป็นชนิดย่อย ๆ ได้อีกหลายชนิด ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลจากการจับคู่ระหว่างยีนผิดปกติชนิดต่าง ๆ

อาการ

อาการขึ้นกับชนิดของโรคที่เป็น ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับของความรุนแรง ดังนี้

1. โรคธาลัสซีเมียชนิดที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดจากยีนที่สร้างโกลบินชนิดแอลฟาขาดหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถสร้างโกลบินชนิดแอลฟาซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่จะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งหมด ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดา โดยทารกมีอาการบวมน้ำจากภาวะซีดรุนแรง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือหลังคลอดเพียงเล็กน้อย ทารกจะมีอาการซีด บวม ท้องป่อง ตับ และม้ามโต

มารดาที่ตั้งครรภ์ทารกที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวะครรภ์เป็นพิษแทรกซ้อน มักจะมีการคลอดผิดปกติ และตกเลือดก่อนหรือหลังคลอด

2. โรคธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ส่วนใหญ่เป็นบีตาธาลัสซีเมียชนิดโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และบางส่วนของบีตาธาลัสซีเมียชนิดมีเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/haemoglobin E) เกิดจากความผิดปกติของยีนที่สร้างโกลบินชนิดบีตา ผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีด จะซีดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการรุนแรงมาก) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกลุ่มรุนแรงปานกลาง) อาการสำคัญคือ ซีด เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าธาลัสซีเมีย)

กลุ่มที่มีอาการรุนแรงมาก หากไม่ได้รับการรักษาจะมีอายุสั้น (ร้อยละ 50 เสียชีวิตภายในเวลา 10 ปี ร้อยละ 70 เสียชีวิตภายใน 25 ปี)

ส่วนกลุ่มที่อาการรุนแรงปานกลาง อาจมีอายุยืนยาวจนเป็นผู้ใหญ่ สามารถแต่งงานมีบุตรหลานได้

3. โรคธาลัสซีเมียที่มีอาการน้อย ส่วนใหญ่เป็นโรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาธาลัสซีเมีย) และบางส่วนของบีตาธาลัสซีเมียชนิดมีเฮโมโกลบินอี ผู้ป่วยมีภาวะซีดเล็กน้อย เหลืองเล็กน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย การเจริญเติบโตค่อนข้างปกติ ลักษณะใบหน้าปกติ (ไม่เป็นหน้าธาลัสซีเมีย) สุขภาพค่อนข้างแข็งแรงและอายุยืนยาวเช่นคนปกติ โดยทั่วไปมักไม่ต้องมาพบแพทย์และไม่จำเป็นต้องได้รับเลือดรักษา ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ และอาจได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาพบแพทย์ด้วยสาเหตุอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน เช่น เป็นนิ่วน้ำดี

ผู้ป่วยเฮโมโกลบินเอชบางครั้งอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีไข้จากการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการซีดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนต้องได้รับเลือด

นอกจาก 3 กลุ่มอาการดังกล่าวแล้ว ยังมีกลุ่มที่ไม่มีอาการ เช่น แอลฟาธาลัสซีเมีย 2 ชนิดโฮโมไซกัส (homozygous alpha-thalassemia 2) เฮโมโกลบินอีชนิดโฮโมไซกัส (homozygous haemoglobin E ซึ่งอยู่ในกลุ่มบีตาธาลัสซีเมีย) พวกนี้มียีนผิดปกติที่รับจากพ่อและแม่ทั้ง 2 ฝ่าย (ต่างจากกลุ่มที่เป็นพาหะที่รับยีนผิดปกติจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว) แต่ไม่ส่งผลให้เกิดโรคตามมา จึงมีสุขภาพแข็งแรงเช่นคนปกติทั่วไป คนกลุ่มนี้ไม่จัดว่าเป็นโรค แต่สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติให้ลูกหลานต่อไป


ภาวะแทรกซ้อน

มักพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

ในรายที่มีภาวะซีดรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย

ผู้ป่วยมักมีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย ติดเชื้อรุนแรง

มีโอกาสเป็นนิ่วน้ำดีมากกว่าคนปกติ เนื่องจากมีสารบิลิรูบิน (จากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง) มากกว่าปกติ และไปตกตะกอนในถุงน้ำดี ทำให้เกิดเป็นนิ่วได้ อาจเป็นถุงน้ำดีอักเสบแทรกซ้อนได้

กระดูกแขนขาเปราะ แตกหักง่าย เนื่องจากกระดูกส่วนเปลือก (cortex) มีลักษณะบาง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของไขกระดูกเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น

ผู้ป่วยมักมีภาวะเหล็กเกิน เนื่องจากภาวะโลหิตจางทำให้ลำไส้เล็กดูดซึมธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ประกอบกับการได้ธาตุเหล็กจากเลือดที่ผู้ป่วยได้รับบ่อย ธาตุเหล็กที่มากเกินจะไปจับที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ที่ผิวหนังทำให้ผิวออกเป็นสีเทาอมเขียว ที่ตับทำให้ตับแข็ง ที่ตับอ่อนทำให้เป็นเบาหวาน ที่หัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติหรือหัวใจวาย ที่ต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตช้า และการเจริญทางเพศล่าช้า

นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น แผลเรื้อรังที่ตาตุ่ม การกดทับประสาทไขสันหลังจากก้อนที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงนอกไขกระดูก


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

สำหรับกลุ่มที่มีอาการรุนแรง มักตรวจพบว่ามีภาวะซีด ดีซ่าน ม้ามโต* (บางรายโตมากจนถึงสะดือ) ตับโต ท้องป่อง (จากที่ม้ามและตับโตมาก) รูปร่างผอมและเล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและแขนขาเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว

ลักษณะโดดเด่นอีกข้อ คือ หน้าตาแปลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกกะโหลกศีรษะและใบหน้า ทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า หน้าธาลัสซีเมีย (thalassemia facies) คือ กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวผิดปกติ

สำหรับกลุ่มที่มีอาการเล็กน้อย จะตรวจพบภาวะซีด เหลืองเล็กน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย หน้าตามีลักษณะปกติ รูปร่างปกติ

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือดจะพบภาวะซีด (ระดับเฮโมโกลบิน และฮีมาโทคริตต่ำ) ดัชนีเม็ดเลือดแดง (MCV, MCH และ MCHC) มีค่าต่ำ มีเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนมากขึ้น

เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติ คือ มีขนาดเล็ก (microcytosis) ติดสีจาง (hypochromia) มีหลากขนาด (anisocytosis) มีหลากรูป (poikilocytosis) พบเซลล์รูปเป้า (target cell) และจุดแต้มสีน้ำเงินในไซโตพลาสซึม (basophilic stippling)

หากต้องการแยกแยะชนิดของธาลัสซีเมียก็จำเป็นต้องทำการตรวจชนิดและปริมาณของเฮโมโกลบิน (haemoglobin typing) ซึ่งมีอยู่หลายวิธี บางรายอาจจำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอเพื่อดูรายละเอียดของยีน

* อาการม้ามโต โบราณเรียกว่า ป้าง อุปถัมภ์ม้ามย้อย จุกกระผามม้ามย้อย มักพบในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย มาลาเรียเรื้อรัง


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาตามชนิดและความรุนแรงของโรค

    ถ้าเป็นชนิดที่มีอาการน้อย (เช่น โรคเฮโมโกลบินเอช) ถ้ารู้สึกสบายดีก็ไม่ต้องให้การรักษา เพียงแต่ให้คำแนะนำและติดตามดูอาการ แต่ถ้าช่วงไหนผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ซีดมากเนื่องจากเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน ซึ่งมักพบเมื่อเป็นไข้จากการติดเชื้อ ก็จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อให้เลือดและรักษาตามอาการและสาเหตุที่พบร่วม
    ถ้าเป็นชนิดที่มีอาการรุนแรง เช่น ซีด เหลืองเรื้อรังมาตั้งแต่เล็ก มีโรคติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ก็ควรได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง


การรักษาที่จำเป็น คือ การให้เลือด และยาขับเหล็ก ซึ่งจะต้องให้ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

การรักษาที่ได้ผลดี ควรเริ่มให้เลือดแก่ผู้ป่วยตั้งแต่อายุยังน้อย ให้อย่างสม่ำเสมอทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อรักษาระดับเฮโมโกลบินให้สูงใกล้เคียงปกติ จนถึงวัยเจริญเต็มที่แล้วจึงให้ห่างขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยเจริญเติบโตเป็นปกติ รูปร่างและใบหน้าปกติ (ไม่เปลี่ยนเป็นหน้าธาลัสซีเมีย) ม้ามไม่โต หรือถ้าเคยโตอยู่ก็ยุบลง ช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานมากเกิน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อย จะเกิดภาวะเหล็กเกินแทรกซ้อน จำเป็นต้องกินยาขับเหล็ก (เช่น deferasirox, deferiprone) ร่วมด้วยไปตลอดชีวิต

แพทย์จะทำการประเมินภาวะเหล็กเกินโดยการตรวจระดับเฟอร์ริทิน (ferritin) ในเลือด และปรับขนาดยาขับเหล็กให้เหมาะสมเป็นระยะ ๆ

ส่วนวิธีการรักษาอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาตามความจำเป็นดังนี้

    การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคติดเชื้อ (อาจต้องให้ยาปฏิชีวนะ) กระดูกหัก นิ่วน้ำดี ภาวะหัวใจวาย การกดทับประสาทไขสันหลัง เป็นต้น
    การให้ยาเม็ดกรดโฟลิก (folic acid) สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงที่เป็นเรื้อรัง จนไขกระดูกผู้ป่วยมีการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นอย่างมาก (สังเกตจากรูปร่างใบหน้าที่มีลักษณะของหน้าธาลัสซีเมีย) ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องการกรดโฟลิกเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือดของไขกระดูก โดยให้กินยาขนาด 5 มก. วันละ 1 เม็ด ไปจนตลอดชีวิต
    การตัดม้าม จะทำในรายที่มีม้ามโตมากจนเบียดอวัยวะในช่องท้อง หรือมีภาวะม้ามทำงานมากเกิน (hypersplenism) คือมีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากจนต้องให้เลือดบ่อยขึ้น หลังตัดม้ามเม็ดเลือดแดงถูกทำลายน้อยลง ทำให้ลดการให้เลือดลง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเฮโมโกลบินเอช จะได้ผลดีจนไม่ต้องให้เลือดอีกเลย) ผลเสียของการตัดม้าม คือ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี จึงควรทำในเด็กที่เกินวัยนี้ไปแล้ว ก่อนตัดม้าม 2-6 สัปดาห์ แพทย์จะฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสและเมนิงโกค็อกคัสให้ผู้ป่วย และหลังตัดม้ามจะให้ผู้ป่วยกินเพนิซิลลินวี ครั้งละ 250 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 2-3 ปี เพื่อป้องกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส และให้แอสไพริน 75 มก. วันละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่มีเกล็ดเลือดสูงหลังตัดม้าม
    การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cell transplantation) เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดส่วนใหญ่ได้จากไขกระดูกของผู้บริจาค แต่จะเก็บจากรกหรือเลือดสายสะดือเด็กหลังคลอด หรือเก็บจากเลือดของผู้บริจาคก็ได้ แพทย์จะทำการรักษาโดยวิธีนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงแต่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากภาวะเหล็กเกินหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ การรักษาโดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้ประมาณร้อยละ 80 โดยมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องให้เลือดหรือยาใด ๆ อีกต่อไป มีเพียงส่วนน้อยที่โรคกลับกำเริบซ้ำหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการรักษา


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการซีด เหลือง ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นธาลัสซีเมีย ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีโปรตีนสูง (เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ) และมีสารโฟเลตสูง (พืชผักต่าง ๆ) เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง
    หลีกเลี่ยงอาหารที่ธาตุเหล็กสูงมาก ได้แก่ เลือดสัตว์ต่าง ๆ เพราะร่างกายมีเหล็กมากเกินอยู่แล้ว
    ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจซ้ำเติมให้เกิดโรคตับแข็งได้เร็วขึ้น เนื่องจากเหล็กที่สะสมในร่างกายมีพิษต่อตับอยู่แล้ว
    ห้ามสูบบุหรี่ นอกจากมีโทษต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังอาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนมากขึ้น เนื่องจากมีภาวะซีดอยู่แล้ว
    ป้องกันการติดเชื้อ โดยการรักษาอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัด ไอ เจ็บคอ หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัด
    หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทก การลื่นหกล้ม เพราะผู้ป่วยมีกระดูกเปราะบาง อาจแตกหักได้ง่าย
    หมั่นออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ ไม่หักโหม หรือเหนื่อยเกินไป
    กินยาเม็ดกรดโฟลิก (folic acid) ขนาด 5 มก. เสริมวันละ 1 เม็ด ไปจนตลอดชีวิต
    ไม่ควรซื้อยาบำรุงโลหิตหรือกลุ่มยาวิตามินบำรุงร่างกายมากินเอง เพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่เป็นโทษต่อผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่มีภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว


ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการเป็นไข้ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือซีดมากกว่าปกติ
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ)


การป้องกัน

ควรหาทางป้องกันไม่ให้คู่สมรสมีบุตรที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ดังนี้

1. รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องธาลัสซีเมียแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหญิงวัยเจริญพันธุ์

2. ตรวจหาพาหะในกลุ่มคนต่าง ๆ ได้แก่ ชายหญิงที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย (อย่างน้อยต้องเป็นพาหะหรือมียีนของธาลัสซีเมียทั้ง 2 ฝ่าย) พี่น้องหรือญาติของผู้ที่เป็นโรคหรือพาหะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์ก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตร หญิงขณะตั้งครรภ์อ่อน (อายุครรภ์น้อยกว่า 16-20 สัปดาห์)

การตรวจกรองหาพาหะ มีอยู่ 2 วิธี คือ การทดสอบความเปราะของเม็ดเลือดแดงชนิดหลอดเดียว (one tube osmotic fragility test หรือ OF ซึ่งจะให้ผลบวกในพาหะของบีตาธาลัสซีเมีย และพาหะของแอลฟาธาลัสซีเมีย 1) และการทดสอบการตกตะกอนของเฮโมโกลบินอีโดยใช้สีพิเศษ (DCIP precipitation test ซึ่งจะให้ผลบวกในพาหะของเฮโมโกลบินอี และทุกภาวะที่มีเฮโมโกลบินอีอยู่ด้วย)

ถ้าผลการตรวจกรองด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งผิดปกติ หรือผิดปกติทั้ง 2 วิธี ต้องทำการตรวจยืนยันด้วยการตรวจชนิดและปริมาณของเฮโมโกลบิน (haemoglobin typing) และบางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอ

3. สำหรับผู้ที่เป็นพาหะที่เสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียรุนแรง ควรแนะนำทางเลือกในการป้องกันไม่ให้มีบุตรเป็นโรคนี้ ดังนี้

    ผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทางเลือกคือ อยู่เป็นโสดหรือเลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้
    ถ้าคู่สมรสเป็นพาหะด้วยกันและเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ ทางเลือกคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีบุตร การรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง หรือการใช้การผสมเทียมหรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่น ๆ


ในกรณีที่คู่สมรสดังกล่าวเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา ควรตรวจดูว่าทารกในครรภ์เป็นโรคนี้หรือไม่ ดังที่เรียกว่า การวินิจฉัยก่อนคลอด (prenatal diagnosis) ซึ่งมีวิธีการตรวจหลายวิธี ได้แก่ การตรวจดีเอ็นเอ (โดยใช้ชิ้นรก เซลล์ในน้ำคร่ำ หรือเลือดจากสายสะดือ) การตรวจชนิดและปริมาณเฮโมโกลบิน (โดยใช้เลือดจากสายสะดือ) การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์ (ซึ่งสามารถวินิจฉัยโรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส) ถ้าพบว่าทารกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง หรือมีอันตรายต่อมารดาอาจจำเป็นต้องพิจารณายุติการตั้งครรภ์


ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าโรคนี้จะเป็นเรื้อรัง แต่การรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจะช่วยให้โรคทุเลา ป้องกันภาวะแทรกซ้อน มีชีวิตยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

2. ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันทีเมื่อรู้สึกมีไข้ ซีดลงอย่างมาก หรือมีอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เพื่อรับการรักษาแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อาการอาจรุนแรงขึ้นในเวลารวดเร็วได้

3. ผู้ป่วยรับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด (รวมทั้งวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและ Hemophilus influenzae type b) สำหรับผู้ที่ผ่าตัดม้ามออกควรได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัสทั้งก่อนและหลังผ่าตัด

4. ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ควรให้คำปรึกษาแนะแนว (counselling) แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ให้เข้าใจถึงธรรมชาติของโรค ความหมายของการเป็นพาหะ ความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรค แนวทางปฏิบัติในการรักษาโรคและการป้องกันในครอบครัว และทำการตรวจกรองโรคในหมู่สมาชิกของครอบครัวผู้ป่วย รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านจิตใจและสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยมีกำลังใจสามารถรับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

11
อาการของโรค: ตะคริว (Muscle cramps)

ตะคริว หมายถึงอาการเกร็งตัว ทำให้มีอาการปวดและเป็นก้อนแข็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันและเป็นอยู่เพียงชั่วขณะก็ทุเลาไปได้เอง อาจเกิดที่กล้ามเนื้อส่วนใด ๆ ของร่างกายก็ได้ ที่พบได้บ่อย ได้แก่ กล้ามเนื้อน่องและต้นขา

อาจมีอาการขณะออกกำลังกาย ขณะเดิน ขณะนั่งพักหรือนอนพักก็ได้ บางรายอาจมีอาการตะคริวที่ขาขณะนอนหลับตอนกลางคืนจนสะดุ้งตื่น เรียกว่า ตะคริวที่ขาตอนกลางคืน (nocturnal leg cramps)

บางรายอาจเป็นตะคริวขณะออกกำลังหรือทำงานในที่ที่อากาศร้อน เรียกว่า ตะคริวจากความร้อน (heat cramps)

ตะคริวเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก พบได้ในคนทุกวัย

ส่วนตะคริวที่ขาตอนกลางคืนพบได้บ่อยในคนวัยกลางคนและวัยสูงอายุ


สาเหตุ

ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

ส่วนน้อยที่ทราบสาเหตุ มักเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินหรือจนเมื่อยล้า การออกกำลังกายที่ใช้แรงหรือติดต่อกันนาน ๆ (เช่น วิ่งทางไกล ว่ายน้ำ เล่นกีฬา) การออกกำลังหรือทำงานในที่ที่อากาศร้อน ภาวะขาดน้ำ (จากท้องเดินหรืออาเจียน) การยืน นั่ง หรือทำงานอยู่ในท่าเดิมติดต่อกันนาน ๆ

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น

    ภาวะเกลือแร่ (เช่น โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม) ในเลือดต่ำ
    ภาวะการตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับแคลเซียมในเลือดต่ำหรือการไหลเวียนของเลือดไปที่ขาไม่สะดวก
    โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ (พบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่จัด) อาจเป็นตะคริวที่ขา (บริเวณน่อง) บ่อย ขณะออกกำลังหรือเดินไกลหรือเดินนาน หรือเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืน (ขณะที่อากาศเย็นตอนดึกหรือเช้ามืด เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไปที่ขาไม่ดี) และ/หรือมีอาการปวดน่อง 1-2 ข้างเวลาเดินไปสักพัก และทุเลาเองเมื่อหยุดเดิน (เมื่อเดินต่อก็มีอาการแบบเดิมอีก) (ดู "โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ" ประกอบ)
    โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ มักมีอาการปวดหลัง ปวดเสียวหรือชาที่ขา และปวดน่องเวลาเดินไปสักพักแบบเดียวกับโรคหลอดเลือดแดงขาตีบ บางรายอาจมีอาการเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืน (ดู "โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ" ประกอบ)
    การใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะ (ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์, ฟูโรซีไมด์), ยาลดไขมัน (ยากลุ่มสแตติน), ยาลดความดัน (ไนเฟดิพีน), ยาขยายหลอดลม (ซาลบูทามอล, เทอร์บูทาลีน), ยารักษาเบาหวาน (เมตฟอร์มิน), ยาแก้ซึมเศร้า (ฟลูออกซีทิน), ยาเม็ดคุมกำเนิด, ยาสเตียรอยด์, ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (naproxen, celecoxib), ยารักษาโรคกระเพาะ (lansoprazole), ยาแก้แพ้ (cetirizine), ยารักษาปลายประสาทอักเสบ (gabapentin) เป็นต้น
    พบร่วมกับโรคหรือภาวะอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคพาร์กินสัน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคพิษสุราเรื้อรัง โลหิตจาง ภาวะขาดไทรอยด์ ภาวะขาดพาราไทรอยด์ (hypoparathyroidism) ตับแข็ง ไตวาย เป็นต้น


อาการ

ผู้ป่วยรู้สึกกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง (เช่น น่องหรือต้นขา) มีการแข็งตัวและปวดมาก เอามือคลำดูจะรู้สึกแข็งเป็นก้อน ถ้าพยายามขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะทำให้ยิ่งแข็งตัวและปวดมากขึ้น การนวดและยืดกล้ามเนื้อส่วนนั้น จะช่วยให้ตะคริวหายเร็วขึ้น

มักมีอาการเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย ขณะเดินนั่งพัก หรือนอนพัก

ถ้าเป็นขณะนอนหลับ ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดจนสะดุ้งตื่น

โดยทั่วไปจะเป็นอยู่เพียงชั่วขณะ (นานไม่กี่วินาที ถึง 10-15 นาที) ก็หายได้เอง และไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เมื่อหายแล้วผู้ป่วยจะรู้สึกปกติทุกอย่าง

ถ้าเป็นรุนแรง อาจมีอาการตะคริวติด ๆ กันหลายครั้ง หรือเคลื่อนไหวหรือเกร็งกล้ามเนื้อเพียงเล็กน้อยก็กระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นได้

ผู้ที่เขียนหนังสือติดต่อกันนาน ๆ ก็อาจเกิดตะคริวที่นิ้วหรือมือ เรียกว่า ตะคริวนักเขียน (writer’s cramps หรือ graphospasm) ซึ่งก็อาจพบในช่างทาสี หรือเกษตรกรที่ใช้มือจับหยิบอุปกรณ์ใช้งานนาน ๆ


ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่มักเป็นชั่วขณะแล้วทุเลาไปได้เอง ไม่มีอันตรายร้ายแรง

หากเป็นติดต่อกันนาน ๆ ขณะเล่นกีฬาหรือว่ายน้ำ อาจทำให้หกล้มหรือจมน้ำได้


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและตรวจพบกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ขณะที่พบผู้ป่วยเป็นตะคริว แพทย์จะทำการแก้ไขโดยการยืดกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ตึง เช่น

    ถ้าเป็นตะคริวที่น่องจะเหยียดหัวเข่าตรงและดึงปลายเท้ากระดกเข้าหาหัวเข่าให้มากที่สุด
    ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาจะเหยียดหัวเข่าตรง ยกเท้าขึ้นให้พ้นจากเตียงเล็กน้อยและกระดกปลายเท้าลงล่าง (ไปทางด้านตรงข้ามกับหัวเข่า)

นอกจากนี้ อาจใช้มือนวดคลึงเบา ๆ ตรงกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว หรือประคบด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ

2. ถ้าเป็นตะคริวขณะเข้านอนตอนกลางคืนบ่อย ๆ (เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ) ก่อนนอนควรดื่มนมให้มากขึ้นและยกขาสูง (ใช้หมอนรอง) จากเตียงประมาณ 10 ซม. (4 นิ้ว) ในหญิงตั้งครรภ์อาจให้ยาเม็ดแคลเซียมแลกเทต กินวันละ 1-3 เม็ด

3. ถ้าเป็นตะคริวจากระดับโซเดียมในเลือดต่ำ (เช่น เกิดจากท้องเดิน อาเจียน ออกกำลังหรือทำงานในที่ที่อากาศร้อน เหงื่อออกมาก) ควรให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ถ้าดื่มไม่ได้ ควรให้น้ำเกลือนอร์มัลทางหลอดเลือดดำ

4. ถ้ามีอาการมือเท้าจีบเกร็งพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง มักเกิดจากกลุ่มอาการระบายลมหายใจเกิน ก็ให้การรักษาตามสาเหตุ (ดู "กลุ่มอาการระบายลมหายใจเกิน")

5. ถ้าเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นขณะเดินนาน ๆ หรือขณะนอนหลับ แพทย์จะตรวจหาสาเหตุ (เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ เป็นต้น) และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ (เช่น เบาหวาน ไตวาย ตับแข็ง โลหิตจาง โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ โรคพาร์กินสัน ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ภาวะขาดไทรอยด์ โรคแอดดิสัน เป็นต้น)

ในรายที่เป็นตะคริวตอนกลางคืนโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แพทย์จะให้กินยา เช่น ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) เวราพามิล (verapamil) หรือดิลไทอะเซม (diltiazem) ก่อนนอนทุกคืน อาจช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริวขณะเข้านอนได้


การดูแลตนเอง

ขณะที่เป็นตะคริว ให้นั่งหรือนอนพัก แล้วทำการแก้ไขดังนี้

    ทำการยืดกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ตึง เช่น

       - ถ้าเป็นตะคริวที่น่องให้เหยียดหัวเข่าตรงและดึงปลายเท้ากระดกเข้าหาหัวเข่าให้มากที่สุด

       - ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาให้เหยียดหัวเข่าตรง ยกเท้าขึ้นให้พ้นจากเตียงเล็กน้อยและกระดกปลายเท้าลงล่าง (ไปทางด้านตรงข้ามกับหัวเข่า)

    ใช้มือนวดคลึงเบา ๆ ตรงกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว
    ประคบด้วยน้ำอุ่นจัด ๆ 
    ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว (ถ้ามีภาวะขาดน้ำ หรือปัสสาวะออกน้อย)
    ถ้าปวดมาก กินยาแก้ปวด-พาราเซตามอล หรือประคบเย็น

ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ให้การแก้ไขเบื้องต้นแล้วยังไม่ทุเลา
    มีอาการกำเริบสัปดาห์ละหลายครั้ง หรือเป็นตะคริวตอนกลางคืนแทบทุกคืน หรือทำให้นอนไม่พอ
    มีอาการน้ำหนักขึ้นหรือน้ำหนักลด ซีด ใจสั่น มือสั่น แขนขาเกร็ง อ่อนล้า เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย หน้าบวมฉุ ท้องบวม เท้าบวม หรือขาอ่อนแรง
    มีอาการปวดเสียวหรือชาที่ขาร่วมด้วย หรือสงสัยเป็นโรคหลอดเลือดแดงขาตีบ โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ
    มีประวัติเป็นเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคตับ โรคไต หรือพาร์กินสัน
    สงสัยตั้งครรภ์ หรือมีสาเหตุจากผลข้างเคียงของยา

ควรปรึกษาแพทย์ทันที ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการปวดตะคริวรุนแรง หรือมีอาการนานเกิน 30 นาที
    กล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นตะคริว มีอาการบวม แดง ร้อน และกดเจ็บ
    มีภาวะขาดน้ำรุนแรง (มีอาการปากแห้ง ลิ้นแห้ง ไม่มีน้ำลาย ผิวหนังแห้ง ปัสสาวะออกน้อย อ่อนล้า ใจสั่น เวียนหัว หน้ามืด มือเท้าเย็น)
    สงสัยว่าเป็นไตวายเฉียบพลัน (มีอาการปัสสาวะเป็นสีโคล่า หรือปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออกเลย ร่วมกับ มีอาการอ่อนล้า หอบเหนื่อย สับสน คลื่นไส้หรืออาเจียน หรือเท้าบวม)
    สงสัยเป็นโรคลมร้อน โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก (มีไข้สูง ร่วมกับมีอาการสับสนหรือชัก)


การป้องกัน

1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังหรือใช้กล้ามเนื้อมากเกิน

2. ป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว และควรดื่มน้ำให้เพียงพอก่อนออกกำลังกาย

3. ป้องกันการขาดโพแทสเซียม โดยการกินผลไม้ (เช่น กล้วย ส้ม) เป็นประจำ หรือในรายที่ใช้ยาขับปัสสาวะติดต่อกันนาน ๆ ควรเสริมด้วยยาโพแทสเซียมคลอไรด์

4. ดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ก่อนและระหว่างออกกำลังหรือทำงานในที่ที่อากาศร้อน หรือมีเหงื่อออกมาก

5. ทำการบริหารยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย

6. ผู้ที่เป็นตะคริวตอนกลางคืน ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายตอนกลางคืน และก่อนนอนควรทำการบริหารยืดกล้ามเนื้อหรือขี่จักรยานนาน 2-3 นาที หรือกินยาป้องกันตามคำแนะนำของแพทย์


ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยที่เป็นตะคริวมักจะมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ สำหรับผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อย หรือมักเป็นตะคริวตอนกลางคืน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจมีโรคที่เป็นสาเหตุของการเป็นตะคริวได้ ซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

2. ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่มานาน ที่เป็นตะคริวบ่อย และ/หรือมีอาการปวดน่อง 1-2 ข้างเวลาเดินไปสักพัก และทุเลาเองเมื่อหยุดเดิน (เมื่อเดินต่อก็มีอาการแบบเดิมอีก) เป็นประจำ อาจเป็นอาการแสดงของ โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ ซึ่งอาจมีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองตีบร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจรักษาแต่เนิ่น ๆ

3. ผู้ที่เป็นตะคริวบ่อย มีอาการปวดน่อง 1-2 ข้างเวลาเดินไปสักพัก (ทุเลาเองเมื่อหยุดเดิน) และมีอาการปวดหลังร่วมกับมีอาการปวดเสียวหรือชาที่ขา อาจเป็นโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ

12
จัดฟันบางนา: เมื่อ ฟันโยก ควรทำอย่างไร ?

ฟันโยก สำหรับเด็กที่ยังมีฟันแท้ขึ้นไม่ครบ 32 ซี่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกท่าน เนื่องจากว่าฟันน้ำนมจะเกิดการโยกและหลุดออกเพื่อมีพื้นที่ให้ฟันแท้งอกขึ้นมาทดแทน แต่หากว่าเป็นการเกิดฟันโยกในวัยผู้ใหญ่กลับหมายถึงสัญญาณอันตรายที่คอยบ่งบอกว่าเหงือกหรือฟันของท่านกำลังมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นในขณะนี้นั่นเอง ซึ่งหากว่าได้รับสัญญาณเตือนนี้แล้วยังไม่รีบทำการรักษา ผลสุดท้ายท่านอาจจะต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติไปอย่างไม่มีวันกลับมานั่นเอง

ซึ่งในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ ฟันโยก สัญญาณอันตรายของเหงือกและฟัน ว่าจะมีวิธีการ หรือควรทำตัวอย่างไรหากมีอาการฟันโยก โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ทำอย่างไรดี เมื่อฟันโยก ?

หากว่าเป็นการเกิดฟันโยกในช่วงวัยเด็ก หากไม่มีอาการแทรกซ้อนก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมากปล่อยให้โยกและหลุดไปเองตามธรรมชาตินั่นเอง เพราะหากว่าทำการถอนออกก่อนที่จะถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมจะยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดความเจ็บปวดและเสี่ยงเหงือกติดเชื้อตามมาด้วย

แต่หากว่าเป็นฟันโยกที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ควรเข้าพบทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาป้องกันให้ถูกจุด ดังต่อไปนี้

   
ฟันโยกจากการกัดฟัน

หากว่าเกิดฟันโยกจากการกัดฟันรุนแรงในขณะที่นอนหลับซึ่งสามารถแก้ไขได้ยากด้วยตนเองจึงจำเป็นที่จะต้องรักษากับทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหา เพราะหากว่าปล่อยทิ้งไว้เพราะคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมชาติ ท่านอาจจะต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อกระดูกขากรรไกรอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ทันตแพทย์มักนิยมใช้การรักษา 2 แบบ สำหรับคนไข้ที่ชอบนอนกัดฟัน ก็คือ การตัดแต่งผิวเคลือบฟัน เพื่อลดการเกิดแรงกดที่เกิดจากการกัดฟัน และอีกวิธีก็คือการใส่ฟันยาง เพื่อลดแรงกดและการกระแทกกระทบของฟัน ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ใส่ฟันยางเพื่อลดการกระแทกในขณะนอนหลับนั่นเอง

   
ฟันโยกจากโรคเหงือก

หากว่าเป็นการฟันโยกจากโรคเหงือก ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมากๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยที่ไม่ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ เนื่องจากว่าโรคเหงือกนั้นสามารถติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว สร้างความเจ็บปวด และทำร้ายรากฟันอย่างเป็นวงกว้างได้ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีขั้นตอนต่างๆตามการวินิจฉัยตามอาการความรุนแรงของโรคเหงือกและฟันที่โยก ดังต่อไปนี้

– รับประทานยา

ในขั้นแรกสำหรับคนไข้ที่ไหวตัวเร็วเข้ารับการรักษาตั้งแต่ที่ยังไม่มีอาการร้ายแรงมากนัก หรือยังไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆร่วมด้วย ทันตแพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทันตแพทย์จะให้ผู้ที่มีอาการฟันโยกในระยะเริ่มต้นทานยาเหล่านี้เพื่อแก้อาการปวด และฆ่าเชื้อก่อนจะเริ่มต้นขั้นอื่นๆ แต่หากว่ารับประทานยาปฏิชีวนะเหล่านี้แล้วมีอาการที่ดีขึ้นก็จะหยุดเพียงแค่ขั้นตอนนี้

– ขูดหินปูน

ทันตแพทย์อาจจะแนะนำให้คนไข้ทำการขูดหินปูน เพื่อกำจัดคราบสกปรกที่ก่อตัวเป็นคราบ และเป็นหนึ่งในการป้องกันต้นเหตุของโรคเหงือกร้ายแรง

– เกลารากฟัน

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ในการทำความสะอาดที่ลึกลงไปบริเวณรากฟัน เพื่อฆ่าเชื้อและสิ่งสกปรกต่างๆที่เป็นต้นเหตุของโรคเหงือก และก่อให้เกิดฟันโยก

– ใส่เฝือกฟัน

หากว่าอาการฟันโยกยังอยู่ในลักษณะที่ไม่ได้ใกล้จะหลุด ทันตแพทย์จะใช้วิธีใส่เฝือกฟันเพื่อยึดติดไม่ให้ฟันที่โยกนั้นหลุดออกมา

– ฝังรากฟันเทียมและใส่สะพานฟัน

หากว่ามีอาการฟันโยกอยู่ในขั้นรุนแรง ทันตแพทย์จำเป็นต้องถอนฟันซี่ที่โยกออก และทำการรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียม หรือใส่สะพานฟันเพื่อป้องกันฟันซี่ข้างๆฟันที่โยกล้มทับกันอีก

ทั้งหมดนี้ก็คือการรักษาอาการฟันโยกเบื้องต้น ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นจากโรคเหงือกที่กำลังติดเชื้อ และพฤติกรรมความผิดปกติกัดฟันในขณะนอนหลับ เมื่อท่านเริ่มมีอาการฟันโยกให้นึกไว้เสมอว่าฟันและเหงือกของท่านกำลังจะมีปัญหา อย่าละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้โดยเด็ดขาด

13
ที่เที่ยวไทย จุดชมพญาเสือโคร่ง ภูลมโล ซากุระเมืองไทย เที่ยวเลย

ภูลมโล เป็นจุดชมดอกพญาเสือโคร่ง หรือ "ซากุระเมืองไทย" ที่ขึ้นชื่อและมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

ข้อมูลสำหรับท่องเที่ยวจากฝั่งจังหวัดเลย
หากคุณต้องการเดินทางจากฝั่งจังหวัดเลย จุดเข้าถึงหลักจะอยู่ที่ ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย

ช่วงเวลาที่ดอกไม้บาน: ดอกพญาเสือโคร่งจะเริ่มผลิดอกในช่วงปลายเดือนธันวาคม และจะบานสะพรั่งเต็มที่ในช่วง กลางเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละปี ซึ่งควรเช็คอัปเดตข้อมูลจากเพจของอุทยานฯ หรือชุมชนท่องเที่ยวอีกครั้งก่อนเดินทาง

การเดินทาง: ไม่สามารถนำรถส่วนตัวขึ้นไปได้ ต้องใช้บริการรถนำเที่ยวของชุมชนเท่านั้น โดยสามารถติดต่อได้ที่ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนกกสะทอน ซึ่งเป็นบริการของคนในพื้นที่ ทำให้มั่นใจในความปลอดภัยและยังเป็นการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย


คำแนะนำเพิ่มเติม

สภาพอากาศ: บนยอดภูลมโลอากาศจะหนาวเย็นและมีลมแรง ควรเตรียมเสื้อกันหนาว หมวก และผ้าพันคอไปด้วย

รองเท้า: ควรใส่รองเท้าที่เดินสะดวก เช่น รองเท้าผ้าใบ เนื่องจากเส้นทางเป็นทางลูกรังและอาจมีฝุ่น

การพักแรม: หากต้องการเที่ยวชมบรรยากาศในยามเช้าตรู่เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก ควรหาที่พักค้างคืนในบริเวณใกล้เคียง เช่น บ้านร่องกล้า

คุณสามารถติดตามข่าวสารการบานของดอกพญาเสือโคร่งได้จากเพจเฟซบุ๊กทางการของอุทยานฯ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำที่สุด

14
การทำอาหารไทยง่ายๆสร้างอาชีพได้ แนวทางอาหารไทยสุดคลาสสิกสร้างอาชีพได้

อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกด้วยรสชาติที่เข้มข้น กลิ่นหอมของเครื่องเทศและรสชาติที่สมดุลของรสหวาน เปรี้ยว เค็มและเผ็ด หากคุณกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการเริ่มต้นธุรกิจอาหาร การทำอาหารไทยแบบง่ายๆ ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ต่อไปนี้คือสูตรอาหารไทยคลาสสิกบางส่วนที่เตรียมง่าย ใช้ส่วนผสมเพียงเล็กน้อยและสามารถเปลี่ยนเป็นธุรกิจอาหารที่ทำกำไรได้

การทำอาหารไทยง่ายๆ สร้างอาชีพได้นั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะอาหารไทยเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของคนทั่วโลก หากคุณมีความสนใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจอาหารไทย นี่คือแนวทางและเมนูอาหารที่น่าสนใจที่คุณสามารถนำไปพิจารณาได้


แนวทางการสร้างอาชีพจากอาหารไทยง่ายๆ:

เลือกลงทุนกับเมนูยอดนิยม: ศึกษาเมนูอาหารไทยที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาด เน้นเมนูที่ทำง่าย วัตถุดิบหาได้สะดวก และมีต้นทุนไม่สูง

สร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์: ปรับสูตรอาหารให้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นำเสนอเมนูอาหารในรูปแบบที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ เน้นใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและสดใหม่

ช่องทางการขายที่หลากหลาย: ขายอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ต่างๆเปิดร้านอาหารขนาดเล็ก หรือทำอาหารแบบเดลิเวอรี่ส่งถึงบ้าน ออกร้านขายอาหารตามตลาดนัด หรือเทศกาลต่างๆ

การตลาดและประชาสัมพันธ์: สร้างแบรนด์และเรื่องราวของร้านให้เป็นที่น่าจดจำ ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการโปรโมทร้านและเมนูอาหารสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง


ต่อไปนี้คือสูตรอาหารไทยคลาสสิกบางส่วนที่เตรียมง่ายใช้ส่วนผสมเพียงเล็กน้อย

1. ผัดไทย
ผัดไทยเป็นอาหารไทยที่โด่งดังที่สุดอย่างหนึ่ง ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจอาหาร ผัดไทยปรุงง่าย และไม่ต้องใช้วัตถุดิบราคาแพง
วัตถุดิบ:
เส้นก๋วยเตี๋ยว
ไข่
กุ้ง หรือ เต้าหู้
ถั่วงอก
ต้นหอม
ถั่วลิสงบด
น้ำมะขามเปียก
น้ำปลา
น้ำตาลมะพร้าว
เหตุใดจึงเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ดี: ผัดไทยเป็นอาหารริมทางที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และคุณสามารถขายได้ตามตลาดอาหาร รถขายอาหาร หรือทางออนไลน์เพื่อจัดส่ง

2. ข้าวผัด
ข้าวผัดไทยเป็นเมนูง่ายๆ แต่แสนอร่อยที่สามารถทำได้ด้วยโปรตีนหลายประเภท เช่น ไก่ กุ้ง หรือปู
วัตถุดิบ:
ข้าวหอมมะลิหุงสุก
ไข่
กระเทียม
หัวหอม
ซีอิ๊วขาว
น้ำปลา
ต้นหอม
มะนาวและแตงกวาสำหรับตกแต่ง
เหตุใดจึงเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ดี:
ข้าวผัดเป็นอาหารจานเดียวที่สามารถทำเสร็จได้รวดเร็ว จึงเหมาะกับการซื้อกลับบ้านหรือจัดส่งถึงบ้าน

3. ส้มตำ
ส้มตำคือส้มตำเขียวสดๆ รสเผ็ดจัด เป็นที่ชื่นชอบในหมู่ผู้ชื่นชอบอาหารไทย
วัตถุดิบ:
มะละกอดิบหั่นฝอย
มะเขือเทศเชอร์รี่
ถั่วเขียว
กระเทียม
พริก
น้ำปลา
น้ำมะนาว
น้ำตาลมะพร้าว
ถั่วลิสงคั่ว
เหตุใดจึงเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ดี: ส้มตำถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะส้มตำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่สดชื่น ปรุงง่าย และเข้ากันได้ดีกับเนื้อย่างหรือข้าวเหนียว

4. ไก่ทอด
ไก่ทอดสไตล์ไทยนั้นกรอบ อร่อย และทำง่าย จึงเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน และสามารถขายตามแผงขายอาหารหรือจัดส่งถึงบ้านได้
วัตถุดิบ:
ปีกไก่หรือน่องไก่
กระเทียม
รากผักชี
น้ำปลา
ซีอิ๊วขาว
แป้งข้าวเจ้า
น้ำมันสำหรับทอด
เหตุใดจึงเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ดี: ไก่ทอดเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ และไก่ทอดสไตล์ไทยมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้แตกต่างจากไก่ทอดทั่วไป

5. ต้มยำกุ้ง
ต้มยำกุ้งเป็นซุปไทยที่มีรสชาติกลมกล่อม เผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่นหอม
วัตถุดิบ:
กุ้ง
ตะไคร้
ใบมะกรูด
ข่า
น้ำพริก
น้ำมะนาว
น้ำปลา
เห็ด
เหตุใดจึงเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ดี: ต้มยำถือเป็นเมนูยอดนิยมที่สามารถขายเป็นอาหารจานเดียวหรือเป็นเซ็ตพร้อมข้าวก็เหมาะมากสำหรับร้านอาหารหรือธุรกิจจัดส่ง


เคล็ดลับการเริ่มต้นธุรกิจอาหารไทย

เริ่มต้นเล็กๆ:คุณสามารถเริ่มต้นโดยการขายอาหารจากที่บ้าน ในตลาด หรือผ่านแพลตฟอร์มการจัดส่งออนไลน์
เน้นที่อาหารจานเดียวหรือสองจาน:การเชี่ยวชาญในรายการเพียงไม่กี่รายการทำให้การปรับปรุงสูตรอาหารให้สมบูรณ์แบบได้ง่ายขึ้นและดึงดูดลูกค้าประจำได้
ใช้ส่วนผสมสดใหม่:อาหารไทยต้องใช้ส่วนผสมที่สดและมีรสชาติดี การเลือกใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงจะช่วยสร้างความแตกต่าง
โปรโมทบนโซเชียลมีเดีย:ถ่ายรูปอาหารของคุณสวยๆ และโพสต์บน Facebook, Instagram และ TikTok เพื่อดึงดูดลูกค้า
เสนอการปรับแต่ง:ให้ลูกค้าเลือกระดับความเผ็ดหรือเพิ่มท็อปปิ้งพิเศษเพื่อทำให้จานอาหารน่ารับประทานมากขึ้น

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก ด้วยอาหารไทยง่ายๆ เหล่านี้ คุณสามารถเปลี่ยนทักษะการทำอาหารของคุณให้กลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ ไม่ว่าคุณจะขายที่บ้าน รถเข็นขายอาหาร หรือร้านอาหาร อาหารไทยก็เป็นที่ต้องการอยู่เสมอ


15
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: คอหอยอักเสบ (Pharyngitis) ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)

การอักเสบของคอหอยและทอนซิล มักทำให้เกิดอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ และเกิดจากสาเหตุได้หลากหลาย ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ (ตรวจอาการ เจ็บคอ ประกอบ)

ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการอักเสบจากโรคติดเชื้อ ซึ่งเกิดจากไวรัสและแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (group A betahemolytic Streptococcus)* ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

* เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Streptococcus pyogenes

สาเหตุ

ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งไวรัสอื่น ๆ อีกหลายชนิด บางส่วนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่หลายชนิด เชื้อมีอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด หรือโดยการสัมผัสมือผู้ป่วย สิ่งของ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับไข้หวัด

เชื้อแบคทีเรียที่สำคัญ คือ บีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ก่อให้เกิดทอนซิลอักเสบชนิดเป็นหนอง (exudative tonsillitis) ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุ 5-15 ปี และอาจพบในผู้ใหญ่เป็นครั้งคราว แต่จะพบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี โรคนี้อาจติดต่อในกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน เช่น ตามโรงเรียน หอพัก เป็นต้น

ระยะฟักตัว 2-7 วัน

อาการ

กลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส จะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ไม่เจ็บตอนกลืน อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ มีไข้ ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง บางรายอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่เป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ จะมีอาการไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารลำบาก อาจมีอาการปวดร้าวไปที่หู บางรายอาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนร่วมด้วย มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดงแบบการอักเสบจากไวรัส

ภาวะแทรกซ้อน

กลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ส่วนผู้ที่เป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่เป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ อาจมีภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

1. เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้หูชั้นกลางอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดอักเสบ ฝีทอนซิล (peritonsillar abscess) ซึ่งอาจโตจนทำให้กลืนลำบากหรือหายใจลำบาก

2. เชื้ออาจแพร่เข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง (osteomyelitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

3. โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ ไข้รูมาติก และ หน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์ โรคแทรกซ้อนเหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (autoimmune reaction) สำหรับไข้รูมาติกมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 0.3-3 ของผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งมีสิ่งตรวจพบ ดังนี้

กลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ ผนังคอหอยอาจมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน ทอนซิลอาจโตเล็กน้อยซึ่งมักจะมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน อาจพบมีน้ำมูกใส ตาแดง (เยื่อตาขาวอักเสบ)

ผู้ป่วยที่เป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ จะมีไข้มากกว่า 38.3 องศาเซลเซียส ผนังคอหอยหรือเพดานอ่อนมีลักษณะแดงจัดและบวม ทอนซิลบวมโต มีสีแดงจัด และมักมีแผ่นหรือจุดหนองขาว ๆ เหลือง ๆ อยู่บนทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย (ถ้าพบเป็นแผ่นเยื่อสีเทาหรือสีเหลืองปนเทา ซึ่งเขี่ยออกยากและมีเลือดออก ควรนึกถึงคอตีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการไอเสียงแหบ หรือหายใจหอบร่วมด้วย) นอกจากนี้อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอด้านหน้าหรือใต้ขากรรไกรบวมโตและเจ็บ

ในรายที่ไม่มั่นใจว่าเกิดจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ เช่น มีเพียงแผ่นหรือจุดหนองบนทอนซิล (ซึ่งอาจเกิดจากไวรัสบางชนิดก็ได้) โดยอาการอื่น ๆ ไม่ชัดเจน อาจต้องส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม ในปัจจุบันมีการตรวจหาเชื้อบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอจากบริเวณคอหอยและทอนซิล ซึ่งสามารถทราบผลภายในไม่กี่นาที เรียกว่า "Rapid strep test" ถ้าให้ผลบวกก็ให้ยาปฏิชีวนะรักษา แต่ถ้าให้ผลลบอาจต้องทำการเพาะเชื้อ ซึ่งจะทราบผลภายใน 1-2 วัน

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

1. แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป นม น้ำหวาน ควรกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ 1 ช้อนชา หรือ 5 มล. ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 2-3 ครั้ง ถ้าเจ็บคอมากให้ดื่มน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ หรืออมก้อนน้ำแข็ง

2. ในรายที่เกิดจากไวรัส (ซึ่งจะมีอาการคอหอยและทอนซิลแดงไม่มาก และมักมีอาการน้ำมูกใส ไอ ตาแดง เสียงแหบ หรือท้องเดินร่วมด้วย) ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาแก้ไอ โดยไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ ก็มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

3. ในรายที่มั่นใจว่าเกิดจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (ซึ่งจะมีอาการไข้สูงร่วมกับทอนซิลบวมแดงจัด และมีแผ่นหรือจุดหนอง มีต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณใต้ขากรรไกรหรือข้างคอด้านหน้า และไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ ตาแดง) นอกจากให้การรักษาตามอาการแล้ว แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ (เช่น เพนิซิลลินวี, อะม็อกซีซิลลิน, อีริโทรไมซิน หรือ ร็อกซิโทรไมซิน) นาน 10 วัน บางรายแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะชนิดกินเพียง 5 วัน เช่น โคอะม็อกซิคลาฟ, อะซิโทรไมซิน หรือ คลาริโทรไมซิน

4. ถ้ามีอาการแทรกซ้อน เช่น หอบ ปวดและบวมตามข้อ เป็นฝีทอนซิล แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมและให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

5. ในรายที่เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง (ปีละมากกว่า 4 ครั้ง) จนเสียงานหรือหยุดเรียนบ่อย มีอาการอักเสบของหูชั้นกลางบ่อย หรือก้อนทอนซิลโตจนอุดกั้นทางเดินหายใจ อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทอนซิล (tonsillectomy)

ผลการรักษา ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ให้การรักษาตามอาการมักจะหายได้ภายใน 1 สัปดาห์

ถ้าเกิดจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ เมื่อกินยาปฏิชีวนะได้ครบตามที่แพทย์แนะนำ ก็มักจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้ากินไม่ครบหรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา ซึ่งหากกลายเป็นหน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน หรือไข้รูมาติก ก็อาจเป็นเรื้อรังหรือมีภาวะร้ายแรงได้

การดูแลตนเอง

หากมีอาการไข้ร่วมกับเจ็บคอมาก ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นทอนซิลอักเสบ ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้

    พักผ่อน ดื่มน้ำมาก ๆ ห้ามอาบน้ำเย็น และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง
    กินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป นม น้ำหวาน
    กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือป่นประมาณ 1 ช้อนชา หรือ 5 มล. ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) วันละ 2-3 ครั้ง
    ถ้าเจ็บคอมากให้ดื่มน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ หรืออมก้อนน้ำแข็ง
    กินยาบรรเทาตามอาการ (เช่น ยาลดไข้) และกินยาปฏิชีวนะ (ในรายที่แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย) ให้ครบตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
    ติดตามการรักษาตามที่แพทย์นัด

ควรกลับไปพบแพทย์ หากมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อนี้ 

    มีอาการผิดสังเกตแทรกซ้อนตามมา เช่น ปวดศีรษะมาก ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชัก ปวดหู หูอื้อ กลืนลำบาก ปวดที่โหนกแก้มหรือหัวคิ้ว หายใจหอบ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ปวดบวมตามข้อ มีผื่นขึ้นตามตัว เท้าบวม ปัสสาวะสีแดง เป็นต้น
    ดูแลรักษา 3-4 วันแล้ว อาการไม่ดีขึ้น
    หลังกินยา มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

เมื่อมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นคอหอยหรือทอนซิลอักเสบ ควรปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด เช่น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการไอหรือจามรดผู้อื่น คนที่ยังไม่ป่วยอย่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย อย่าใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย และหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ เป็นต้น

ข้อแนะนำ

1. อาการเจ็บคอ คอหอยอักเสบ ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส และโรคไม่ติดเชื้อ (เช่น โรคภูมิแพ้ การระคายเคือง โรคน้ำกรดไหลย้อน เป็นต้น) ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการเจ็บคอ แพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด และตรวจดูคอหอยทุกรายเพื่อแยกแยะสาเหตุให้ชัดเจน จะใช้ยาปฏิชีวนะต่อเมื่อมั่นใจว่าเป็นทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอเท่านั้น หากไม่มั่นใจก็จะส่งตรวจพิเศษ (เช่น การตรวจหาเชื้อด้วยวิธี rapid strep test, การเพาะเชื้อ)

2. สำหรับทอนซิลอักเสบจากบีตาฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ควรเน้นให้กินยาปฏิชีวนะจนครบตามระยะที่กำหนดตามที่แพทย์แนะนำ ถึงแม้หลังให้ยาไป 2-3 วันแล้วอาการเริ่มทุเลาแล้วก็ตาม หากให้ไม่ครบนอกจากทำให้โรคกำเริบได้บ่อยแล้วยังอาจเกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ ไข้รูมาติก และหน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยแต่ก็เป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรง

ผู้ป่วยควรแยกตัว อย่าอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น จนกว่าจะให้ยาปฏิชีวนะไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จึงจะไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น

ในปัจจุบันการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องมักได้ผลดี โอกาสที่จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทอนซิลจึงลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก

3. ถ้าให้ยาปฏิชีวนะรักษาทอนซิลอักเสบแล้วไม่ดีขึ้น อาจเกิดจากสาเหตุอื่น รวมทั้งเมลิออยโดซิส ซึ่งพบบ่อยในคนอีสานที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน (ดูเมลิออยโดซิส)

4. ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโรคนี้ หากมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ (เช่น ไข้ เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ ท้องเดิน หายใจเหนื่อยหอบ) หรือทำการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจน (ATK) ด้วยตนเองให้ผลเป็นบวก ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

หน้า: [1] 2 3 ... 37