หากผู้ป่วยมีภาวะคลื่นไส้ขณะให้อาหารสายยางจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการคลื่นไส้ขณะให้อาหารทางสายยาง ถือเป็น "สัญญาณเตือนภัย" ที่ผู้ดูแลต้องหยุดให้ทันทีครับ เพราะหากฝืนให้ต่อ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงดังนี้:
1. การสำลักอาหารลงปอด (Aspiration) – อันตรายที่สุด
เมื่อผู้ป่วยคลื่นไส้ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาขย้อนหรืออาเจียนทำให้อาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาตามหลอดอาหาร
ความเสี่ยง: เนื่องจากผู้ป่วยที่ใส่สายยางมักมีระบบการกลืนหรือการปิดหลอดลมที่ไม่สมบูรณ์ อาหารที่ขย้อนออกมามีโอกาสสูงมากที่จะหลุดเข้าไปใน "หลอดลมและปอด"
ผลลัพธ์: ทำให้เกิด ปอดอักเสบติดเชื้อ (Aspiration Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยสายยางต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการหอบเหนื่อยและไข้สูงครับ
2. กระเพาะอาหารขยายตัวเกินขีดจำกัด (Gastric Distention)
อาการคลื่นไส้มักเป็นตัวบอกว่ากระเพาะอาหาร "เต็มแล้ว" หรือ "ไม่ยอมย่อย"
ผลลัพธ์: หากยังดันอาหารเข้าไป กระเพาะจะขยายตัวจนแน่นตึง ทำให้ผู้ป่วยปวดท้อง กระสับกระแส และอาจไปเบียดกะบังลมจนทำให้ หายใจลำบาก
3. สายยางเลื่อนหรือหลุดจากตำแหน่ง
แรงบีบตัวของกระเพาะและหลอดอาหารขณะคลื่นไส้หรืออาเจียน สามารถทำให้สายยาง เลื่อนตำแหน่ง ขดตัวในปาก หรือหลุดออกมาได้ ซึ่งหากผู้ดูแลไม่ทราบและให้อาหารมื้อถัดไป อาหารอาจจะเข้าไปในปอดโดยตรง
4. ภาวะขาดน้ำและสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ
หากอาการคลื่นไส้นำไปสู่การอาเจียนบ่อยครั้ง ร่างกายจะเสียน้ำและกรดในกระเพาะอาหาร
ผลลัพธ์: ทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลีย เซื่องซึม หรือมีอาการชัก/หัวใจเต้นผิดจังหวะจากการขาดเกลือแร่ได้ครับ
🛠 วิธีรับมือทันที (Action Plan)
หยุดให้อาหารทันที: ปิดตัวล็อกสายหรือหยุดเครื่องให้สารอาหารทันที
จัดท่าทาง: ให้ผู้ป่วย นอนตะแคง (เพื่อป้องกันการสำลักหากอาเจียน) และยกหัวสูงอย่างน้อย 30-45 องศา
เช็กอาหารค้าง: ใช้กระบอกไซริงค์ดูดเช็กปริมาณอาหารค้างในกระเพาะ (Residual) หากมีค้างเกิน 100-150 ml แสดงว่ามื้อนั้นย่อยไม่หมด
หาสาเหตุ: ตรวจสอบว่าอาหารเย็นไปไหม? ปล่อยไหลเร็วเกินไปหรือไม่? หรืออาหารบูดเสียหรือไม่?
💡 เกร็ด
อาการคลื่นไส้มักเกิดจากการที่อาหาร "เย็นเกินไป" หรือ "ให้เร็วเกินไป" ครับ ลองพักอาหารให้อยู่ในอุณหภูมิห้องก่อนให้ และปล่อยให้ไหลช้าๆ (ประมาณ 20-30 นาทีต่อมื้อ) จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหานี้ได้มาก