ผู้เขียน หัวข้อ: ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารสายยาง  (อ่าน 144 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 701
  • รับจ้างโพสเว็บราคาถูก, รับจ้างโปรโมทเว็บราคาถูก
    • ดูรายละเอียด
ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารสายยาง

ในผู้ป่วยวิกฤต (Critical Care) การให้อาหารทางสายยางมีความซับซ้อนและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่าผู้ป่วยทั่วไปครับ เนื่องจากระบบต่างๆ ในร่างกายกำลังล้มเหลวหรือทำงานผิดปกติ และมักมีการใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่มักพบใน "ผู้ป่วยวิกฤต" ครับ:

1. ภาวะกลุ่มอาการจากการเริ่มให้อาหารใหม่ (Refeeding Syndrome)
เป็นภาวะที่ อันตรายถึงชีวิต มักเกิดในผู้ป่วยวิกฤตที่ขาดสารอาหารมานาน หรืออดอาหารมาหลายวัน

สาเหตุ: เมื่อเริ่มให้อาหาร ร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ฟอสเฟต โพแทสเซียม และแมกนีเซียมในเลือดตกลงอย่างกะทันหัน

ผลกระทบ: หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว ชัก หรือเสียชีวิตได้

การป้องกัน: แพทย์มักจะเริ่มให้อาหารในปริมาณน้อยมาก (Start Low) และเจาะเลือดเช็กแร่ธาตุบ่อยๆ ในช่วง 2-3 วันแรก


2. การสำลักอาหารลงปอดแบบไม่รู้ตัว (Silent Aspiration)
ผู้ป่วยวิกฤตที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ หรือได้รับยาสลบ/ยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีน จะมีการตอบสนองต่อการไอที่ลดลง

สาเหตุ: หูรูดหลอดอาหารทำงานได้ไม่ดี และผู้ป่วยไม่สามารถไอขับเศษอาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาได้

ความเสี่ยง: นำไปสู่ปอดอักเสบ (VAP - Ventilator-Associated Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตใน ICU

การป้องกัน: ต้องเช็กระดับความลึกของสายยางและวัดแรงดันในถุงลมของท่อช่วยหายใจ (Cuff Pressure) สม่ำเสมอ


3. การไม่ทำงานของระบบทางเดินอาหาร (Gastric Feeding Intolerance)
ผู้ป่วยวิกฤตมักมีภาวะ "ลำไส้ขยับตัวน้อย" (Dysmotility) จากการอักเสบในร่างกายหรือผลของยา

อาการ: ท้องอืดอย่างรุนแรง ดูดพบอาหารค้าง (Residual) ปริมาณมหาศาล

ภาวะแทรกซ้อน: ลำไส้อาจขาดเลือดหรือเกิดการเน่า (Ischemic Bowel) หากฝืนให้อาหารขณะที่ลำไส้หยุดทำงาน


4. ท้องเสียรุนแรง (Severe Diarrhea)
พบบ่อยมากใน ICU เนื่องจาก:

ยาปฏิชีวนะ: ผู้ป่วยวิกฤตมักได้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ซึ่งไปทำลายแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ จนเกิดการติดเชื้อ C. difficile

การดูดซึมผิดปกติ: ผนังลำไส้ฝ่อจากการไม่ได้ใช้งาน ทำให้ดูดซึมอาหารไม่ได้


5. ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ (Hyper/Hypoglycemia)
ในภาวะวิกฤต ร่างกายจะมีความเครียดสูง (Stress Response) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งได้ง่ายมาก

ความเสี่ยง: ถ้าน้ำตาลสูงเกินไป แผลจะติดเชื้อได้ง่าย และอวัยวะต่างๆ จะเสื่อมเร็วขึ้น


📊 ตารางการเฝ้าระวังในผู้ป่วยวิกฤต

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ      ความถี่   สัญญาณอันตราย

ปริมาณอาหารค้าง   ทุก 4-6 ชม.   เกิน 200-500 ซีซี (ตามเกณฑ์ใหม่)
ระดับน้ำตาลปลายนิ้ว   ตามสั่งแพทย์   สูงกว่า 180 mg/dL
ลักษณะอุจจาระ   ทุกครั้งที่ถ่าย   ถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือมีเลือดปน
รอบหน้าท้อง   ทุกเวร           ท้องตึง แข็ง หรือขนาดวงท้องเพิ่มขึ้นชัดเจน


💡 ข้อแนะนำสำหรับผู้ดูแลในห้องวิกฤต

หากคุณเป็นผู้ดูแลใกล้ชิดใน ICU ควรแจ้งพยาบาลทันทีหากพบว่า:

ผู้ป่วยมีอาการท้องบวมตึง กว่าปกติ

มีอาหารไหลย้อน ออกมาที่มุมปากหรือท่อช่วยหายใจ

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วส่งเสียงเตือน หรือผู้ป่วยดูหายใจหอบเหนื่อยขึ้นขณะให้อาหาร