ผู้เขียน หัวข้อ: การลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายยางให้อาหารสายยาง  (อ่าน 13 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 751
  • รับจ้างโพสเว็บราคาถูก, รับจ้างโปรโมทเว็บราคาถูก
    • ดูรายละเอียด
การลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายยางให้อาหารสายยาง

การลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายยางให้อาหาร ไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการให้เพียงอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่ "การจัดการอย่างเป็นระบบ" ตั้งแต่ก่อนให้ ระหว่างให้ และการดูแลอุปกรณ์ เพื่อป้องกัน 3 เรื่องใหญ่ คือ การสำลักลงปอด การติดเชื้อ และสายอุดตัน

กลยุทธ์การดูแลเพื่อลดความเสี่ยงอย่างมืออาชีพครับ:

1. ลดความเสี่ยง "การสำลักลงปอด" (ภาวะวิกฤต)

การสำลักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยใส่สายยางเสียชีวิตจากปอดอักเสบ (Pneumonia)

กฎ 30-45 องศา: ยกศีรษะสูงอย่างน้อย 30–45 องศาขณะให้ และ คงท่าเดิมไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง หลังจบมื้ออาหาร

เช็กก่อนฉีด: ทุกครั้งต้องดูรอยขีดที่สายยางว่าเลื่อนหรือไม่ และดูดเช็กอาหารค้าง (Residual) หากค้างเกิน 100–150 มล. ให้เลื่อนมื้ออาหารออกไป

ความเร็วที่เหมาะสม: ปล่อยอาหารไหลช้าๆ ประมาณ 15–30 นาทีต่อมื้อ ไม่ใช้ลูกสูบดันอาหารเข้าไปแรงๆ


2. ลดความเสี่ยง "การติดเชื้อ" (Infection Control)

ความสะอาดของอาหาร: อาหารปั่น (BD) ต้องต้มสุก 100% และกรองละเอียด หากทิ้งไว้นอกตู้เย็นเกิน 2 ชั่วโมงให้ทิ้งทันที

ความสะอาดช่องปาก: แม้ไม่ได้กินทางปาก แต่ต้องแปรงฟันหรือเช็ดปากด้วยน้ำเกลือวันละ 2 ครั้ง เพื่อลดเชื้อแบคทีเรียในน้ำลายที่อาจสำลักลงปอด

ดูแลแผล: หากเป็นสายทางหน้าท้อง (PEG) ต้องเช็ดทำความสะอาดรอบรูเจาะด้วยน้ำเกลือและซับให้แห้งสนิททุกวัน


3. ลดความเสี่ยง "สายอุดตัน" (Tube Occlusion)

Flush คือหัวใจ: ใช้น้ำต้มสุก 30–50 มล. ล้างสาย ทั้งก่อนและหลัง ให้อาหารหรือยาเสมอ

การบริหารยา: หากต้องให้ยาทางสายยาง ต้องบดยาให้ละเอียดที่สุดและละลายน้ำจนใส ไม่ควรผสมยารวมกันหลายชนิดในครั้งเดียวเพราะอาจทำปฏิกิริยากันจนเป็นก้อนอุดตันสาย


4. ลดความเสี่ยง "ปัญหาทางเดินอาหาร" (GI Issues)

อุณหภูมิห้อง: ห้ามให้อาหารที่เย็นจัดจากตู้เย็น เพราะจะทำให้ท้องอืดและท้องเสียได้ง่าย

ความเข้มข้นพอเหมาะ: หากผู้ป่วยท้องเสียบ่อย ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับความเข้มข้นของอาหาร หรือตรวจสอบว่าอาหารปนเปื้อนหรือไม่

💡 เคล็ดลับ

สำหรับผู้ป่วยที่ใส่สายทางจมูก (NG) แนะนำให้ เปลี่ยนตำแหน่งพลาสเตอร์ที่ติดจมูกทุก 1-2 วัน และเช็ดผิวหนังให้สะอาด เพื่อป้องกันแผลกดทับที่ปีกจมูกซึ่งเกิดได้ง่ายมากในผู้ป่วยสูงอายุ